|
ข้อมูลความรู้ และสาระ

ปุ๋ยชีวภาพ
ในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยประสบกับสภาวะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการพัฒนาทางภาคเกษตรจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ทดแทนจากภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาการเกษตรมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาคือ
ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ดังนั้นการใช้ปุ๋ยจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มการเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิตของพืช
นอกจากจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีกับพืชแล้วการนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับปุ๋ยชนิดอื่นเช่น
ปุ๋ยชีวภาพ
หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ก็จะเป็นทิศทางหนึ่งที่ทำให้การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นไปอย่างยั่งยืน
ปุ๋ยชีวภาพ
หมายถึง
การที่นำเอาจุลินทรีย์มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ กายภาพ ทางเคมีชีวะ และย่อยสลายอินทรียวัตถุตลอดจนการปลดปล่อยธาตุอาหารจากพืช
จากอินทรีย์ หรืออนินทรียวัตถุ
(ยุทธศาสตร์ปุ๋ยชีวภาพ
กรมวิชาการเกษตร. 2548-2553)
ปุ๋ยชีวภาพนอกจากจะมีส่วนช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและดินแล้วปุ๋ยชีวภาพยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรลดปริ
มาณการใช้ป๋ยเคมีลงได้และยังช่วยลดภาวะ ปรับสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสมดุล
เพิ่มศักยภาพในการผลิตพืช
ปุ๋ยเคมี
หมายถึง
ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์สังเคราะห์
รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม และปุ๋ยเชิงประกอบ
และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย
แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิบซั่ม
ปุ๋ยอินทรีย์
หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธี ทำให้ชื้น สับ
บด หมัก ร่อนหรือวิธีการอื่น ๆ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ
ประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพ
ช่วยทดแทนปุ๋ยเคมีในพืชตระกูลถั่ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี
ใส่เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตพืช ช่วยสร้างความสมดุลของธาตุอาหารพืช
ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูก
น้ำหมักชีวภาพ
(EM)
เมื่อนำไปใช้ในด้านกสิกรรม
จะช่วยปรับสภาพความเป็น กรด - ด่างให้เป็นกลางในดินและน้ำ
ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ
ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ
และให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสมช่วยย่อยสะลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของพืช
พืชจะดูดซึมไปใช้ได้เลย และช่วยให้ผลผลิตคงทน มีคุณภาพสูง
สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเมื่อนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทางการประมง
จะช่วยปรับสภาพน้ำให้เป็นกลางควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กุ้ง กบได้
และช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้
ถ้านำไปใช้ในด้านปศุสัตว์จะทำให้มูลสัตว์ไม่มีกลิ่นเหม็น
สุขภาพของสัตว์จะแข็งแรงและปลอดโรค คอกสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น
ช่วยบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ ทำให้อัตราการตายต่ำลง
และผลผลิตสูงขึ้น
เมื่อนำน้ำหมักชีวิภาพไปประยุกต์ใช้ในด้านรักษาสิ่งแวดล้อม
จะช่วยกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอนในส้วม ทำให้ส้วมไม่เต็ม
ทำความสะอาดพื้นห้องการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน
และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ปรับสภาพอากาศภายในห้องนอน ห้องรับแขก
ห้องครัว ให้สดชื่นกำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ
ได้นอกจากนี้ยังให้ฉีดพ่นกองขยะเพื่อลดกลิ่นและปริมาณของกองขยะให้เล็กลงรวมทั้งจำนวนแมลงวันด้วย
ส่วนทางด้านการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพพลานามัย
การเจ็บไข้ได้ป่วยและการตายก่อนวัยอันสมควร ก่อนอายุขัย
น้ำหมักชีวภาพจะช่วยผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง
ซึ่งจะทำให้อาหารนั้นเป็นยารักษาโรคไปพร้อม ๆ
กันซึ่งจะลดการเจ็บไข้ได้ป่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
ป้องกันการตายก่อนอายุขัยได้
เกี่ยวกับปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรนั้นน้ำหมักชีวภาพจะเข้ามาแทนที่ปุ๋ยเคมี
ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงและเชื้อโรคต่าง ๆ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 4 -16
เท่า และผลผลิตจะสูงขึ้น 3 - 5 เท่า ภายใน 3 -5 ปี
จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก
และรายจ่ายน้อยลงมากในที่สุดปัญหาความยากจนและหนี้สินก็จะหมดไปภายในเวลาไม่เกิน
6 ปี
ทางด้านการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงนั้นจะหมดไปเองเพราะไม่มีกลิ่นและมลภาวะไปรบกวนซึ่งกันและกันอีกทั้งฐานะก็ใกล้เคียงกันคืออยู่ดีกินดี
มั่งมี ศรีสุข เนื่องจากหมดหนี้สิน
เกษตรอินทรีย์คืออะไร
เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ
บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน
ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดสมสมบูรณ์ของดิน
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม
ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผผลิตสูงอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต
และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติ และสรรพชีวิต
ทำไม ? ต้องเกษตรอินทรีย์
การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของ ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์
ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุและกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสูญหาย
และไร้สมรรถภาพความไมาสมดุลนี้เป็นอันตรายยิ่งกระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้น
ได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุ ทำให้ผลผลิตมีแร่ธาตุ วิตามิน
และพลังชีวิตต่ำเป็นผลให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองในพืช พืชจะอ่อนแอ
ขาดภูมิต้านทานโรคและทำให้การคุกคามของแมลง
และเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื้อราเพิ่มขึ้น
ดินที่เสื่อมคุณภาพนั้น
จะเร่งการเจริญเติบโตของวัชพืชให้แข่งกับพืชเกษตร
และนำไปสู่การใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช
ข้อบกพร่องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซ่อาหาร
และระบบการเกษตรของเราซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ
และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง
ในโลกปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปีละ
4-5 หมื่นล้านบาท
เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูกทำให้การลงทุนสูง
และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยี่สิบปี
ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลทำให้เกษตรกรขาดทุน
มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
เกษตรอินทรีย์คืออะไร ?
- ให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดีกว่า -
ให้อาหารปลอดสารพิษสำหรับชีวิตที่ดีกว่า-
ให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพื่อเศรษฐกิจที่ดีกว่า-
ให้คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีกว่า - ให้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ดีกว่า-
ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า
ผลผลิตพืชอินทรีย์เป็นอย่างไร?
- มีรูปร่างดีสมส่วน - มีสีสวยเป็นปกติ - มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ -
มีโครงสร้างของเนื้อนุ่มกรอบแน่น
- มีรสชาติดี - ไม่มีสารพิษตกค้าง - เก็บรักษาได้ทนทาน -
ให้สารอาหารและพลังชีวิต
เป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร
การเกษตรปัจจุบัน
สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ได้โดยเริ่มต้นศึกษาหาความรู้จากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ถูกกำหนดขึ้นควรเริ่มต้นด้วยความสนใจ
และศรัทธาหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ
โดยศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติเมื่อเริ่มปฏิบัติตามนี้แล้ว
ก็นับได้ว่าก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนเมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องตามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไม่นานก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ได้
ทั้งนี้ช้าหรือเร็ว
ขึ้นอยู่กับประเภทของเกษตรอินทรีย์ที่จะผลิตซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วข้อสำคัญนั้น
อยู่ที่การทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ให้ถ่องแท้มีความตั้งใจจริง
มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยต่อปัญหาหรืออุปสรรคใด
มีความสุขในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จ
ดังที่ตั้งใจไว้เพราะเกษตรอิทรีย์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกษตรอินทรีย์แล้วสามารถขอรับรองมาตรฐานจากภาครัฐจึงจะนับได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน
ความเป็นมาของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic food
Production Act-OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990)
และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดร่วมกลุ่มประเทศในยุโรป (European Unity : EU.)
ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป
(EEC No. 2092/91) และฉบับแก้ไข
ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่น
ภายใต้มาตรฐานการผลิต
และมาตรการตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น
ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544
โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard
JAS) ประเทศไทย ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์
หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.
2543
โดยคณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทยและผ่าการเห็นชอบ
ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic
Agriculture Movement IFOAM)
ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศในยุโรป
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association UK)
เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน
ได้พัฒนามาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์
และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA)
เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอแลนด์
ที่กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว
ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสำรวจและศึกษาคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์จากท้องตลาดและ
โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์
จากนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี
ทำให้มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์หลากหลาย และวางจำหน่ายในท้องตลาดจำนวนมาก
เพื่อให้การผลิตและจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพ
กรมวิชาการเกษตรได้ออกประกาศเรื่องมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ พ.ศ.
2548 ลงวันที่ 2 มิถุนายน
2548
และจากการที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรได้สำรวจและเก็บตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ในท้องตลาดและโรงงานผลิต
ในพื้นที่ 18 จังหวัด จำนวน 328
ตัวอย่าง พบว่า
1) มีปุ๋ยอินทรีย์เพียง 2
ตัวอย่าง ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร
คิดเป็นร้อยละ 0.61
ของจำนวนตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด
2)
มีปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร จำนวน 326
ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 99.39
ของจำนวนตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด
เนื่องจากปริมาณอินทรียวัตถุน้อยกว่า 30
เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนัก และมีปริมาณธาตุอาหารรับรอง NPK
ไม่ผ่านเกณฑ์กำหนด ซึ่งได้กำหนดค่า T-N, T-P2O5
และ T-K2O
ไม่น้อยกว่า 1, 0.5 และ 0.5
เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และในจำนวนปุ๋ยที่ไม่ผ่านมาตรฐาน
326 ตัวอย่างนี้ มี 9
ตัวอย่างที่มีค่า T-N, T-P2O5
และ T-K2O
สูงมากถึง 14.58, 10.63 และ 13.85
เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และมีค่าการนำไฟฟ้าสูงผิดปกติถึง
162 เดซิซีเมนต่อเมตร
ซึ่งคาดว่าจะมีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย
รายละเอียดกำหนดคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร
(2 มิถุนายน 2548)
|
ลำดับที่ |
คุณลักษณะ |
เกณฑ์กำหนด |
|
1 |
ขนาดของปุ๋ย |
ไม่เกิน
12.5x12.5 มิลลิเมตร |
|
2 |
ปริมาณความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ |
ไม่เกิน
35 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก |
|
3 |
ปริมาณหิน และกรวด |
ขนาดใหญ่กว่า
5 มิลลิเมตร ไม่เกิน 5
เปอร์เซ็นต์
โดยน้ำหนัก |
|
4 |
พลาสติก แก้ว วัสดุมีคม และ
โลหะอื่นๆ |
ต้องไม่มี |
|
5 |
ปริมาณอินทรียวัตถุ |
ไม่น้อยกว่า
30 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก |
|
6 |
ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) |
5.5-8.5 |
|
7 |
อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน
(C/N) |
ไม่เกิน
20 : 1 |
|
8 |
ค่าการนำไฟฟ้า
(EC : Electrical Conductivity) |
ไม่เกิน
6 เดซิซีเมน/เมตร |
|
9 |
ปริมาณธาตุอาหารหลัก |
- ไนโตรเจน (total N)
ไม่น้อยกว่า 1.0
เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก
- ฟอสฟอรัส (total P2O5)ไม่น้อยกว่า
0.5
เปอร์เซ็นต์
โดยน้ำหนัก
- โพแทสเซียม (total K2O)
ไม่น้อยกว่า 0.5
เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก |
|
10 |
การย่อยสลายที่สมบูรณ์ |
มากกว่า
80 เปอร์เซ็นต์ |
|
11 |
สารหนู (Arsenic)
แคดเมียม (Cadmium)
โครเมียม (Chromium)
ทองแดง (Copper)
ตะกั่ว (Lead)
ปรอท (Mercury) |
ไม่เกิน
50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ไม่เกิน 5
มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ไม่เกิน 300
มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ไม่เกิน 500
มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ไม่เกิน 500
มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ไม่เกิน 2
มิลลิกรัม/กิโลกรัม |
---------------สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร
คู่มือรับสถานการณ์น้ำท่วม
กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
1.วัสถุอินทรีย์ 2.ซองหมัก 3.ลานตากปุ๋ย 4.เครื่องบดปุ๋ย
เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องปั้นปุ๋ย
แต่งบ้าน แต่งคอนโด
ตกแต่งภายใน
เฟอร์นิเจอร์
Built-Room.com
slipper
sandal
shoes
manufacturer
exporter |