ติดต่อเราได้ที่  :


ภาคกลาง และภาคใต้

โทร:089-140-9868

ภาคอีสาน
โทร:085-993-6713
ภาคเหนือ  
โทร:
086-930-8223

 สำนักงานใหญ่:จ.ร้อยเอ็ด
โทร:043-621-021
เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องอัด เกษตร เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย
 
รุ่งเรืองการช่าง

ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรทางการเกษตร

ผลิตและจำหน่ายเครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ  อาทิเช่น เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย เครื่องผสม เครื่องบดและอัด เครื่องร่อน เป็นต้น เหมาะสำหรับเกษตรกรหรือเจ้าของฟาร์มสัตว์ที่ต้องการผลิตปุ๋ยชีวภาพหรืออาหารสัตว์อัดเม็ด เพื่อเก็บไว้ใช้หรือจำหน่าย  (อ่านต่อ)
 
     


 

  ข้อมูลความรู้ และสาระ

      ปุ๋ยชีวภาพ
          
ในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยประสบกับสภาวะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการพัฒนาทางภาคเกษตรจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ทดแทนจากภาคอุตสาหกรรม  การพัฒนาการเกษตรมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาคือ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ดังนั้นการใช้ปุ๋ยจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มการเจริญเติบโต   และเพิ่มผลผลิตของพืช    นอกจากจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีกับพืชแล้วการนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับปุ๋ยชนิดอื่นเช่น  ปุ๋ยชีวภาพ  หรือ  ปุ๋ยอินทรีย์ก็จะเป็นทิศทางหนึ่งที่ทำให้การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นไปอย่างยั่งยืน
          
ปุ๋ยชีวภาพ  หมายถึง การที่นำเอาจุลินทรีย์มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ กายภาพ ทางเคมีชีวะ และย่อยสลายอินทรียวัตถุตลอดจนการปลดปล่อยธาตุอาหารจากพืช  จากอินทรีย์  หรืออนินทรียวัตถุ
(ยุทธศาสตร์ปุ๋ยชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร. 2548-2553)
          
ปุ๋ยชีวภาพนอกจากจะมีส่วนช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและดินแล้วปุ๋ยชีวภาพยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี    ทำให้เกษตรกรลดปริ
มาณการใช้ป๋ยเคมีลงได้และยังช่วยลดภาวะ  ปรับสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสมดุล  เพิ่มศักยภาพในการผลิตพืช
     
         ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม และปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิบซั่ม
         ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธี ทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อนหรือวิธีการอื่น ๆ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ
        
         ประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพ 
ช่วยทดแทนปุ๋ยเคมีในพืชตระกูลถั่ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ใส่เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตพืช ช่วยสร้างความสมดุลของธาตุอาหารพืช ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูก
 

      น้ำหมักชีวภาพ  (EM) เมื่อนำไปใช้ในด้านกสิกรรม จะช่วยปรับสภาพความเป็น กรด - ด่างให้เป็นกลางในดินและน้ำ ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ และให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสมช่วยย่อยสะลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของพืช พืชจะดูดซึมไปใช้ได้เลย และช่วยให้ผลผลิตคงทน มีคุณภาพสูง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเมื่อนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทางการประมง จะช่วยปรับสภาพน้ำให้เป็นกลางควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กุ้ง กบได้ และช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้  

       ถ้านำไปใช้ในด้านปศุสัตว์จะทำให้มูลสัตว์ไม่มีกลิ่นเหม็น สุขภาพของสัตว์จะแข็งแรงและปลอดโรค คอกสัตว์จะไม่มีกลิ่นเหม็น ช่วยบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ ทำให้อัตราการตายต่ำลง และผลผลิตสูงขึ้น

         เมื่อนำน้ำหมักชีวิภาพไปประยุกต์ใช้ในด้านรักษาสิ่งแวดล้อม จะช่วยกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอนในส้วม ทำให้ส้วมไม่เต็ม ทำความสะอาดพื้นห้องการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ปรับสภาพอากาศภายในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ให้สดชื่นกำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ ได้นอกจากนี้ยังให้ฉีดพ่นกองขยะเพื่อลดกลิ่นและปริมาณของกองขยะให้เล็กลงรวมทั้งจำนวนแมลงวันด้วย

       ส่วนทางด้านการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพพลานามัย การเจ็บไข้ได้ป่วยและการตายก่อนวัยอันสมควร ก่อนอายุขัย น้ำหมักชีวภาพจะช่วยผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ซึ่งจะทำให้อาหารนั้นเป็นยารักษาโรคไปพร้อม ๆ กันซึ่งจะลดการเจ็บไข้ได้ป่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
ป้องกันการตายก่อนอายุขัยได้

        เกี่ยวกับปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรนั้นน้ำหมักชีวภาพจะเข้ามาแทนที่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงและเชื้อโรคต่าง ๆ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 4 -16 เท่า และผลผลิตจะสูงขึ้น 3 - 5 เท่า ภายใน 3 -5 ปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก และรายจ่ายน้อยลงมากในที่สุดปัญหาความยากจนและหนี้สินก็จะหมดไปภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี ทางด้านการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงนั้นจะหมดไปเองเพราะไม่มีกลิ่นและมลภาวะไปรบกวนซึ่งกันและกันอีกทั้งฐานะก็ใกล้เคียงกันคืออยู่ดีกินดี มั่งมี ศรีสุข เนื่องจากหมดหนี้สิน

            เกษตรอินทรีย์คืออะไร  เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดสมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผผลิตสูงอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติ และสรรพชีวิต
  ทำไม ? ต้องเกษตรอินทรีย์
การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของ ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุและกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสูญหาย และไร้สมรรถภาพความไมาสมดุลนี้เป็นอันตรายยิ่งกระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้น ได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุ ทำให้ผลผลิตมีแร่ธาตุ วิตามิน และพลังชีวิตต่ำเป็นผลให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองในพืช พืชจะอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรคและทำให้การคุกคามของแมลง และเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื้อราเพิ่มขึ้น ดินที่เสื่อมคุณภาพนั้น จะเร่งการเจริญเติบโตของวัชพืชให้แข่งกับพืชเกษตร และนำไปสู่การใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช ข้อบกพร่องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซ่อาหาร และระบบการเกษตรของเราซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ในโลกปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูกทำให้การลงทุนสูง และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยี่สิบปี ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลทำให้เกษตรกรขาดทุน มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
  เกษตรอินทรีย์คืออะไร ?
- ให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดีกว่า - ให้อาหารปลอดสารพิษสำหรับชีวิตที่ดีกว่า- ให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพื่อเศรษฐกิจที่ดีกว่า- ให้คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีกว่า - ให้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ดีกว่า- ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า

   ผลผลิตพืชอินทรีย์เป็นอย่างไร? - มีรูปร่างดีสมส่วน - มีสีสวยเป็นปกติ - มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ - มีโครงสร้างของเนื้อนุ่มกรอบแน่น
  - มีรสชาติดี - ไม่มีสารพิษตกค้าง - เก็บรักษาได้ทนทาน - ให้สารอาหารและพลังชีวิต

เป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร
การเกษตรปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ได้โดยเริ่มต้นศึกษาหาความรู้จากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ถูกกำหนดขึ้นควรเริ่มต้นด้วยความสนใจ และศรัทธาหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ โดยศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติเมื่อเริ่มปฏิบัติตามนี้แล้ว ก็นับได้ว่าก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนเมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องตามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไม่นานก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ ทั้งนี้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับประเภทของเกษตรอินทรีย์ที่จะผลิตซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วข้อสำคัญนั้น อยู่ที่การทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ให้ถ่องแท้มีความตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยต่อปัญหาหรืออุปสรรคใด มีความสุขในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จ ดังที่ตั้งใจไว้เพราะเกษตรอิทรีย์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกษตรอินทรีย์แล้วสามารถขอรับรองมาตรฐานจากภาครัฐจึงจะนับได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน

ความเป็นมาของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic food Production Act-OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดร่วมกลุ่มประเทศในยุโรป (European Unity : EU.) ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป (EEC No. 2092/91) และฉบับแก้ไข ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่น ภายใต้มาตรฐานการผลิต และมาตรการตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard – JAS) ประเทศไทย ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยคณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทยและผ่าการเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM) ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศในยุโรป
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association UK) เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้พัฒนามาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA) เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอแลนด์ ที่กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย
มีประเด็นหลักสำคัญ ดังนี้ - ที่ดินไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด - พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง
- ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต - ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีสังเคราะห์ - ไม่ใช้สิ่งที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม
- ไม่ใช้มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน - ปัจจัยการผลิตจากภายนอกต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน - กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์ - ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม - ต้องได้รับการรับรองมารฐานอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลการตลาดเกษตรอินทรีย์
ตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท โดยตลาดส่วนใหญ่อยู่สหภาพยุโรป 250,000 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 200,000 ล้านบาทและญี่ปุ่น 45,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 25 ต่อปี ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยทั่วไปจะสูงกว่าสินค้าปกติร้อยละ 25 – 50 อย่างไรก็ตามปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์รวมทั้งโลกในปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 1 ดังนั้นโอกาสและลู่ทางในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปขายในตลาดโลกของประเทศไทยยังมีอยู่มาก
สำหรับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับบริษัทในเครือนครหลวงและบริษัทในเครือสยามวิวัฒน์ ผลิตข้าวอินทรีย์ในท้องที่จังหวัดพะเยาและเชียงราย เนื้อที่ประมาณ 10,000 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 1,200 – 1,500 ตันส่งไปขายยังต่างประเทศภายใต้การควบคุมขององค์กรตรวจสอบคุณภาพของประเทศอิตาลี มีการผลิตกล้วยหอมอินทรีย์ส่งไปประเทศญี่ปุ่นโดยสหกรณ์การเกษตรท่ายางร่วมกับสหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ ประเทศญี่ปุ่น มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 259 รายในเนื้อที่ 1,500 ไร่ ผลผลิตของสมาชิกในโครงการประมาณ 2,000 – 2,500 ตัน/ปี

ปี พ.ศ. 2542 – 2546 กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการนำร่องการผลิตพืชอินทรีย์เพื่อการส่งออกร่วมกับบริษัทส่งออก จำนวน 6 บริษัทตั้งเป้าหมายการผลิตพืชอินทรีย์ 6 ชนิดเพื่อการส่งออก คือ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กล้วยไข่ สับปะรด กระเจี๊ยบเขียว และขิง เพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดโลก ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณปีละ 5 – 6 แสนล้านบาท ความต้องการของตลาดส่วนใหญ่เติบโตอยู่ในต่างประเทศเช่น   ประเทศในสหภาพยุโรปมีมูลค่าประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี  สหรัฐอเมริกามูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี
 ประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี

โดยอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ 25 ต่อปี ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยทั่วไปสูงกว่าสินค้าปกติร้อยละ 25.50 ปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่ในตลาดโลกปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 1ดังนั้นโอกาสและลู่ทางในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยเพื่อส่งออกไปขายในตลาดโลกยังมีอยู่มาก กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาศาสตร์ ได้จัดทำโครงการนำร่องการผลิตพืชอินทรีย์เพื่อการส่งออกร่วมกับบริษัทผู้ส่งออกของไทย ตั้งเป้าหมายการผลิตพืชอินทรีย์ 6 ชนิดเพื่อการส่งออกคือ หน่อไม้ฝรั่ง, ข้าวโพดฝักอ่อน, กล้วยไข่, สับปะรด, กระเจี๊ยบเขียว และขิงเพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดระยะเวลาในการดำเนินโครงการนี้ในปี พ.ศ. 2542 ถึงปี พ.ศ. 2544
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากประเทศไทย ณ ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2544 และมีแผนที่จะนำเอาสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีจากประเทศไทย ออกไปแสดงในงานมหกรรมแสดงสินค้าที่ต่างประเทศจัดขึ้นในหลายประเทศ เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

หลักการผลิตพืชอินทรีย์

1. เลือกพื้นที่ที่ไม่เคยทำการเกษตรเคมีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
2. เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างดอนและโล่งแจ้ง
3. อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. อยู่ห่างจากแปลงที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี
5. ห่างจากถนนหลวงหลัก
6. มีแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษ

ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพเกษตรกรรม

การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตด้านการเกษตร 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ
ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ที่ต้องนำมาพิจารณา เพื่อคัดเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพไร่นาของตน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีปริมาณ และคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงการอนุรักษ์ และปรับสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นไปพร้อม
กัน

1. ปัจจัยทางกายภาพ ประกอบด้วย ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารการของพืชเป็นที่ค้ำจุน
รากพืชทำให้ลำต้นตั้งตรงแข็งแรงเป็นที่ดูดซับน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงต้นพืช ผลผลิตของพืชจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีส่วนประ
กอบของธาตุอาหารสำคัญ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม รวมทั้งอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรองอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของ
พืช สภาพที่ดิน ของประเทศไทยมีหลายลักษณะ จึงทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพท้องถิ่น การจำแนก
สภาพพื้นที่ดินของไทยแบ่งออกได้ดังนี้ ที่สูง หมายถึง พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป มีสภาพอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี
จึงเหมาะสำหรับปลูกลิ้นจี่ ลำไย เชอรี่ ท้อ ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักเมืองหนาว ที่ดอน ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน เกษตรกรจะปลูก ข้าวโพด
ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว มันสำปะหลัง ปอ และข้าวไร่ ส่วนบริเวณที่สามารถเก็บกักน้ำได้จะใช้ทำนา ในแหล่งที่มีปริมาณฝนน้อย เช่น จังหวัดชัยภูมิ
และบางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา จะเหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกมะม่วงแก้ว มะม่วงหิมพานต์ มะขามหวาน ซึ่งเป็นไม้ผลที่ทนต่อสภาพ
แห้งแล้งได้ดี ที่ราบลุ่ม เหมาะสมสำหรับการทำนาโดยเฉพาะในเขตชลประทาน ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีน้ำอย่างพอเพียงจะสามารถปลูกข้าว
ได้ปีละ 2 ครั้งขึ้นไป บางแห่งเกษตรกรจะปรับเปลี่ยนสภาพนาเป็นร่องสวน เพื่อใช้ปลูกพืชผัก และปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นบางแห่งเกษตรกรจะขุด
บ่อเลี้ยงปลาและกุ้ง ตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ที่ลุ่มน้ำลึก ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพระนคร
ศรีอยุธยาบางส่วน อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และสุพรรณบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 6 ล้านไร่ พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับปลูกข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวฟาง
ลอย เกษตรกรจะเริ่มเตรียมดินโดยการไถดะไถแปร เมื่อฝนเริ่มตกราวปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม หลังการเตรียมดินเกษตร
กรจะหว่านเมล็ดข้าวแห้งแล้วไถกลบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเมล็ดข้าวได้รับความชื้นจะงอกและเจริญเติบโตอยู่ในสภาพไร่ระยะหนึ่ง เกษตรกรบางราย
จะหว่านเมล็ดถั่วเขียวร่วมกับเมล็ดข้าวขึ้นน้ำ เกษตรกรบางรายอาจจะปลูกข้าวโพดเทียน ก่อนหว่านเมล็ดข้าว เกษตรกรเหล่านั้นจะเก็บเกี่ยว
ถั่วเขียวและข้าวโพดเทียนพื่อจำหน่ายก่อนน้ำไหลบ่าเข้าท่วมทุ่ง และจะมีระดับน้ำลึกที่สุดประมาณ 125 เซนติเมตร ข้าวขึ้นน้ำก็ยังสามารถติด-
ดอกออกผลได้เป็นปกติ เมื่อระดับน้ำลดลงในปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมากราคม เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อจำหน่ายและเก็บ
ไว้บริโภค และทำพันธุ์บางส่วน
คุณภาพของดิน มีความสำคัญในการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผลโดยตรงและทางอ้อมต่อพืชที่ปลูกผลทางตรงจะช่วยให้พืชเจริญ
เติบโตได้ดส่วนผลทางอ้อมหากปลูกพืชในดินที่ขาดธาตุฟอสฟอรัส เมื่อน้ำพืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสไปเลี้ยงสัตว์จะมีผลทำให้กระดูกสัตว์ไม่แข็งแรง
และเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ความลึกของหน้าดิน การเพาะปลูกพืชจะได้ผลดีต้องมีหน้าดินลึก 100 เซนติเมตรเป็นอย่างน้อย เพื่อให้รากพืช
สามารถหยั่งลงได้ลึกและหาอาหารได้ดีขึ้น เนื้อดิน แบ่งออกเป็น ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย และดินตะกอน ในบริเวณที่เป็นดินตะกอน
มักเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ดินร่วนนอกจากมีความอุดมสมบูรณ์สูงแล้วยังสามารถระบายน้ำได้ดีกว่าดินเหนียวอีกด้วย ดินทรายเป็นดินเนื้อหยาบ
มีธาตุอาหารต่ำ และถูกชะล้างได้ง่ายจึงไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ดินกรด หรือดินที่ชาวบ้านเรียกว่าดินเปรี้ยว มีสมบัติทางเคมีไม่เอื้อต่อ
การเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากพิษของธาตุเหล็กและอลูมินั่ม ดินกรดชาวบ้านใช้วิธีทดสอบด้วยการบ้วนน้ำหมากลงในน้ำดินที่เป็นกรดน้ำ-
หมากจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีดำคล้ำทันที วิธีแก้ความเป็นกรดทำได้ด้วยวิธีการใส่ปูนขาว หินปูน หรือปูนมาร์ล เพื่อลดความเป็นพิษของเหล็ก
และอลูมินั่มลง นอกจากนี้ยังช่วยให้ฟอสฟอรัสในดินเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น ดินเค็ม เป็นที่มีเกลืออยู่ปริมาณมากจนเป็นอันตรายต่อพืชวิธี
แก้ไขทำได้โดยไม่ปล่อยให้หน้าดินแห้ง เพราะจะทำให้น้ำใต้ดินนำเกลือขึ้นมาสะสมบนหน้าดิน หากดินยังมีความเค็มอยู่ให้เลือกปลูกข้าวพันธุ์
ขาวดอกมะลิ 105 ละมุด พุทรา มะขาม มะพร้าว และมะม่วงหิมพานต์ เนื่องจากสามารถทนต่อความเค็มได้ดี
การปรับปรุงและรักษาสมบัติของดินเพื่อการเกษตรกรรม ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากใช้เพาะปลูกพืชมานานจำเป็นต้อง
ปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะในการเพาะปลูกพืช หรืออย่างน้อยควรรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ให้เสื่อมลง วิธีการปรับ-
ปรุงบำรุงดินทำได้หลายวิธี การใช้ปุ๋ย เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยยกระดับผลผลิตให้สูงขึ้น ปุ๋ยที่ใช้มี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ ปุ๋ยเคมี ที่มีส่วนประกอบ
สำคัญ ของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หรืออาจมีธาตุรองอื่นๆ รวมอยู่ด้วยก็ได้ความต้องการปุ๋ยนั้นขึ้นอยู่กับชนิด และระยะ
การเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยเคมีเป็นธาตุที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว และเกษตรกรใช้ได้สะดวก ปุ๋ยชนิดที่ 2 คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ได้
จากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชนิดดังกล่าวนอกจากจะเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้วยังช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุย ไถพรวนง่ายดูดซับน้ำ
ได้ดีทั้งนี้เกษตรกรสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกพืชหมุนเวียนนิยมปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากพืช-
ตระกูลถั่วมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ที่ปมราก สามารถตรึงไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์ต่อพืชได้และการปลูกพืชคลุมดินจะช่วยไม่ให้หน้าดินถูกชะล้าง
ได้ง่ายโดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชัน
น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์ของพืช สัตว์ และปลา น้ำช่วยละลายธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น น้ำช่วยลด
อุณหภูมิในร่างกายของสัตว์และในต้นพืชในขณะที่มีอุณหภูมิสูง แหล่งน้ำ ที่นำมาใช้ในการเกษตรได้มาจากน้ำฝน ห้วย หนอง คลอง บึง หรือ
ได้จากเขื่อนโครงการชลประทานต่างๆ ดังนั้น การทำกิจกรรมการเกษตรใดๆ จะต้องพิจารณาถึงแหล่งน้ำเพื่อใช้เพาะปลูกพืชในฤดูแล้งการเลี้ยง
ปลาต้องใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าการเลี้ยงสัตว์ ปริมาณของน้ำจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวควบคุมขนาดของพื้นที่การเกษตร อุณหภูมิ ปริมาณฝน
แสงแดด และความเร็วลม รวมเรียกว่า สภาพลมฟ้าอากาศ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ พืชและสัตว์แต่ละชนิดมีความต้องการ
อุณหภูมิ และแสงแดดแตกต่างกันไป เช่น แม่พันธุ์วัวนมที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น เมื่อนำมาเลี้ยงในประเทศไทยที่มี
อากาศร้อนจัดในบางฤดูกาล แม่วัวจะให้น้ำนมน้อยลง จึงจำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์ด้วยการผสมพันธุ์กับพันธุ์พื้นเมือง เพื่อให้ได้พันธุ์ลูกผสมที่ทน
ต่อสภาพแวดล้อมของไทยได้ดี ขณะเดียวกันก็สามารถให้ปริมาณน้ำนมสูงใกล้เคียงกับแม่พันธุ์เดิม

2. ปัจจัยทางชีวภาพ มักมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยทางกายภาพ เช่น ในภาคใต้มีฝนตกชุก ดินอุดมสม-
บูรณ์ เกษตรกรจึงนิยมปลูกยางพาราเป็นพืชหลัก ซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการกระจายของน้ำฝน
ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ต่ำ บางส่วนเป็นดินเค็ม เกษตรกรต้องคัดเลือกปลูกมันสำปะหลัง ปอ ข้าวฟ่าง และมะม่วงหิมพานต์ เนื่อง
จากทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ในบริเวณที่ลุ่มสามารถเก็บกักน้ำได้ เกษตรกรจะปลูกข้าวเหนียวไว้บริโภคในครัวเรือน ภาคเหนืออากาศหนาว-
เย็น เกษตรกรเลือกปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ผักสลัด กะหล่ำปลี กุหลาบ สตรอเบอรี่ ลำไย ลิ้นจี่ และท้อ เป็นต้น ในที่ลุ่มภาคกลางมีระบบการ
ชลประทานที่สมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งผลิตข้างที่สำคัญของประเทศ การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด
อย่างรุนแรง ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 3 - 5 ปี เช่น ในจังหวัดสุพรรณบุรีการใช้เปลี่ยนการใช้พันธุ์ข้าวจาก กข 7 และสุพรรณ
บุรี 60 มาใช้ สุพรรณบุรี 90 ปทุมธานี 1 และชัยนาท 1 ทดแทน เนื่องจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ชนิดและพันธุ์ สัตว์มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว ตัวอย่างเช่น เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงวัวขุน นิยมเลี้ยงพันธุ์อเมริกันบราห์มันมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา กลับนิยมเลี้ยงวัว
พันธุ์อินดูบราซิล ที่มีราคาแพงเนื่องจากมีความสวยงาม ต่อมาราคาตกต่ำลงมาก เนื่องจากผู้เลี้ยงให้ความนิยมน้อยลง ในกรณีตัวอย่างอีกกรณี
หนึ่งคือการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่งเป็นกุ้งน้ำจืด ส่วนกุ้งกุลาดำนิยมเลี้ยงกันตามชายฝั่งทะเล กุ้งทั้งสองชนิดจะมีตลาดรองรับต่าง
กัน กุ้งกุลาดำจะส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ส่วนกุ้งก้ามกรามจะจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ข้อด้อยของกุ้มก้ามกรามเมื่อถอดหัวและ
แช่แข็งเพื่อส่งออกจะทำให้น้ำหนักเหลือน้อยลง อีกทั้งเนื้อจะฟ่ามสู้กุ้งกุลาดำไม่ได้

3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม นับว่ามีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างมากตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายเช่นผล
ของการพัฒนาชนบทที่ผ่านมา มีการสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้าและประปาในหมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
ผลกระทบที่ตามมาคือชาวชนบทส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อรถจักรยนต์ พัดลม ตู้เย็น หรือแม้แต่โทรทัศน์ ซึ่งสิ่งอำนวย
ความสะดวกเหล่านี้บางชนิดอาจไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเลยก็มี ทั้งนี้องค์ประกอบทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงเข้ามาเกี่ยว
ข้องกับการเกษตรอย่างหลีกเลี้ยงไม่ได้ ดังนั้นปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ควรนำมาร่วมพิจารณา ก็คือ แรงงาน หมายถึง การใช้กำลังกาย
เข้าทำงาน เพื่อแลกกับเงินหรือสินค้าอย่างอื่น แล้วแต่จะตกลงกันระหว่างผู้จ้างและผู้ถูกจ้าง หากเกษตรกรใช้กำลังของตัวเองเรียกว่า การใช้แรง
งานของตนเอง แรงงานที่ใช้ในการเกษตรมีหลายประการ คือ แรงงานที่ไม่ได้คิดเป็นตัวเงิน เช่น แรงงานในครอบครัว และแรงงานจ้างแบ่ง
เป็นแรงงานจ้างตลอดปี และการจ้างบางฤดูหรือบางครั้งบางคราว ดังนั้น การพิจารณาการใช้ขนาดพื้นที่ของไร่นาต้องอาศัย จำนวนแรงงาน
ทั้งนี้ลักษณะของพืชหรือสัตว์ที่ทำการผลิต ดังตัวอย่าง การปลูกผักจะใช้แรงงานมากกว่าการปลูกพืชไร่ในพื้นที่เท่ากันหรือการเลี้ยงโคนมต้องใช้
แรงงานมากกว่าวัวเนื้อ ทุน เป็นทั้งปัจจัยการผลิตมีที่เป็นตัวเงิน และไม่ใช้ตัวเงิน ทั้งนี้พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร
ขนาดเล็กและโรงเรือน จัดเป็นทุนประเภทคงทนถาวร ส่วนเมล็ดพืช อาหารสัตว์ สารเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และเงินที่ใช้จ่ายในการดำเนินการ
เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต หรือเพื่อจ่ายค่าจ้างแรงงานจัดเป็นทุนประเภทหมุนเวียน ทั้งนี้การลงทุนในไร่นาของเกษตรกรย่อมจะแตกต่างกันไปใน
แต่ละท้องถิ่น จะเห็นว่าเกษตรกรในภาคกลางจะลงทุนมากกว่าภาคอื่น ๆ อีกทั้งขนาดพื้นที่เฉลี่ยก็ยังมากที่สุดอีกด้วย เฉลี่ยประมาณ 30 ไร่ต่อ
ครอบครัว นอกจากนี้แล้วดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนสูง ทำให้มีการลงทุนด้านการใช้แรงงาน และเครื่องมือการเกษตรสูงกว่าภาคอื่น ๆ อีก
ด้วย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้ว่าขนาดพื้นที่ไร่นามีขนาดใกล้เคียงกับภาคกลางก็ตามแต่เป็นภาคที่มีการลงทุนต่ำที่สุด เนื่องจากดินขาด-
ความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง อีกทั้งการกระจายตัวปริมาณน้ำฝนไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีฝนทิ้งช่วงในฤดูเพาะปลูกค่อนข้างยาวนาน ส่งผลทำให้การเพาะ
ปลูกเสียหายอยู่เสมอ
ศาสนาและวัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่นใน 4 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ สตูล ยะลา ปัตตานี ไป
จนถึงนราธิวาส ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม หากมีการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตสุกรในภาคใต้ โอกาสของโครงการดังกล่าวจะ
ประสบผลสำเร็จ คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา ตลาด การผลิตสินค้าเกษตรใดๆ ก็ตาม เมื่อผลิตได้มากเกินความต้องการของผู้
บริโภค ปัญหาสินค้าล้นตลาดย่อมเกิดขึ้น ดังนั้นการจะผลิตสินค้าใด ๆ ต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป็นสำคัญเกษตรกรต้องจัดหา
ตลอดในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าผลผลิตจะมีคุณภาพดีเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ เมื่อไม่มีตลอดรองรับสินค้า สิ่งอำนวย
ความสะดวกที่รัฐจัดหาให้ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า และประปา ในชุมชนที่มีปัจจัยดังกล่าวครบบริบูรณ์ ย่อมมีต้นทุนการผลิตในการขนส่งต่ำ
สินค้าที่นำส่งตลาดจะไม่บอบช้ำ เกษตรกรสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วกว่าในถิ่นที่ห่างไกลจากชุมชนออกไป
จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข และปัจจัยต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไป ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาให้เป็นระเบียบ และเป็นระบบในสัดส่วนที่เหมาะสมประการสำคัญ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้นสมาชิกในครอบ
ครัวจะต้องมีความพึงพอใจ มีเวลาพักผ่อนมีโอกาสไปวัดฟังธรรม และมีเวลาคบหาสมาคมกับเพื่อนบ้านได้ตามประเพณีอย่างเหมาะสมจึงจะนับว่า
เกษตรกรผู้นั้นประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมีความสุข
 

น้ำสกัดชีวภาพ

ประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร รายได้ส่วนหนึ่งของประเทศมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร
เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตอบอุ่นจึงสามารถปลูกพืชได้ตลอดปี โดยเฉพาะในแหล่งที่มีการชลประทาน แต่สภาพดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาด้านศัตรูพืช
รุนแรง และทำความเสียหายได้มากกว่า ประเทศไทยขึ้นอยู่กับการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดพืช และปุ๋ยเคมีเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในพืชที่ทำรายได้สูง
เกษตรกรมีกำลังในการซื้อปัจจัยการผลิต ทำให้สถิติการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลามา

ถึงแม้ว่าปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรุพืช จะแปรปรวนตามความรุนแรงของศัตรูพืชในแต่ละปี แต่โดยทั่วไปจากปี 2521 - 2541
ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 10,042 ตัน เป็น 25,541 ตันในปี 2539 ก่อนที่จะลดลเหลือ 19,390 ในปี 2541 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ภายในเวลา
20 ปี ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดคือ สารกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้นจาก 2,980 ตันเป็น 14,041 ตัน ในปี 2539 ก่อนที่จะลดลงเหลือ 8,697 ตันในปี 2541 เนื่องจากเกิด
วิกฤตเศรษฐกิจ

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า สามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้เสมอไป จะเห็นได้จาการลดลงของพื้นที่ปลูกฝ้าย
จากที่เคยสูงสุดเกือบ 1 ล้านไร่ ในปีเพาะปลูก 2524 / 25 เหลือเพียงประมาณ 3 แสนไร่ หรือความเสียหายของข้าว จากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในปี
2533 ซึ่งมีพื้นที่ระบาดรวดนาปรังและนาปี ถึงกว่า 6 ล้านไร่ ถึงแม้มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น เห็นได้จากสถิติการนำเข้าสารฆ่าแมลง
ในปีเดียวกันก็ตาม

สำหรับการนำเข้าปุ๋ยเคมีมาจำหน่ายในประเทศปีละประมาณ 3.5 ล้านตัน ราคาตันละ 6,000 - 7,000 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.1 - 2.4
หมื่นล้านบาท การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ไม่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและผลตอบแทนสูงสุด เพราะนอกจากทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ด้าน
กายภาพและชีวภาพแล้ว ยังทำลายดินให้เสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้นและขาดความอุดมสมบูรณ์ด้านกายภาพและชีวภาพแล้ว ยังทำลายดินให้เสื่อมโทรมมากยิ่ง
ขึ้นและก่อให้เกิดมลพิษในดินและน้ำอย่างมากมาย อีกทั้งเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนและสัตว์อย่างต่อเนื่อง

น้ำสกัดชีวภาพ หรือที่เรียกกันว่า น้ำหมักชีวภาพ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เป็๋นทางเลือกหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ในการป้องกัน
กำจัดศัตรูพืชหรือทดแทนปุ๋ยเคมีได้ กอร์ปกับจากอุตสาหกรรมเกษตร มูลสัตว์ วัชพืชน้ำ เศษผักผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการทำ
น้ำสกัดชีวภาพ หรือน้ำหมักชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำแล้วและได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีวิธีการผลิตที่แน่นอน รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ทางด้าน
นี้ยังน้อยมากและขาดความชัดเจน กรมวิชาการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัย และงานวิเคราะห์เกี่ยวกับน้ำสกัด
ชีวภาพ ของนักวิชาการและที่เกษตรกรได้ผลิตใช้เอง เพื่อจะได้เผยแพร่ความรู้เรื่องน้ำสกัดชีวภาพ นำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เพื่อลดปริมาณการ
ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้ผลต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษากรรมวิธีการผลิตน้ำสกัดชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกัน
2. เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
3. ศึกษาประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิต
4. ศึกษาชนิดและปริมาณของธาตุอาหาร ฮอร์โมน และจุลินทรีย์ในน้ำสกัดชีวภาพ

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร และลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และลดดุลการค้ากับต่างประเทศ และไม่เกิด
มลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น
ความเป็นมา
- ความหมายของน้ำสกัดชีวภาพ
น้ำสกัดชีวภาพ หรือ น้ำหมักชีวภาพ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน คือ เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษ
พืชหรือสัตว์จะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ การหมักมีสอบแบบ คือ หมักแบบต้องการออกซิเจน (หมัก
แบบเปิดฝา) และหมักแบบไม่ต้องการออกซิเจน (หมักแบบเปิดฝา) สารละลายเข้มข้นอาจจะมีสีน้ำตาลเข้มกรณีที่ใช้กากน้ำตาลเป็นตัวหมัก หรือมีสีน้ำตาล
อ่อนเมื่อใช้น้ำตาลชนิดอื่นเป็นตัวหมัก ซึ่งถ้าไม่ผ่านการหมักที่สมบูรณ์แล้ว จะพบสารประกอบพวกคาร์โบไฮเดรท โปรตีน กรดอะมิโน ฮอร์โมนเอ็นไซม์
ในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ (พืชหรือสัตว์)

จุลินทรีย์ที่พบในน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำ มีทั้งที่ต้องการออกซิเจน และไม่ต้องการออกซิเจน มักเป็นกลุ่มแบคทีเรีย
Bacillus sp., Lactobacillus sp., Streptococus sp., นอกจากนี้ยังอาจพบเชื้อรา ได้แก่ Aspergillus niger, Pe4nnicillium,
Rhizopus และ ยีสต์ ได้แก่ Canida sp.
การทำน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์


- ประเภทน้ำสกัดชีวภาพ
น้ำสกัดชีวภาพหมักได้จากเศษพืชและสัตว์ ดังนั้น จึงสามารถแบ่งประเภทน้ำสกัดชีวภาพตามวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากพืช
2. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์

1. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากพืช
1.1 ผลิตจากผักและเศษพืช
การทำน้ำสกัดชีวภาพโดยการหมักเศษพืชสดในภาชนะที่มีฝาปิดปากกว้าง นำเศษผักมาผสมกับน้ำตาล ถ้าพืชผักมีขนาดใหญ่ให้สับ
เป็นชิ้นเล็กๆ จัดเรียงพืชผักเป็นชั้น ๆ โรยน้ำตาลทับสลับกันกับพืชผักอัตราส่วนของน้ำตาลต่อเศษผักเท่ากับ 1 : 3 หมักในสภาพไม่มีอากาศโดยการอัดผัก
ใส่ภาชนะให้แน่น เมื่อบรรจุผักลงภาชนะเรียบร้อยแล้ว ปิดฝาภาชนะนำไปตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม ปล่อยให้หมักต่อไปประมาณ 3 - 7 วัน จะเกิดของเหลวข้นสี
น้ำตาล มีกลิ่นหอมของสิ่งหมักเกิดขึ้น ของเหลวนี้เป็นน้ำสกัดจากเซลล์พืชผักประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรท โปรตีน กรดอะมิโน ฮอร์โมน เอนไซม์ และอื่นๆ
1.2 ผลิตจากขยะเปียก
ได้มีการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการนำขยะเปียก ได้แก่ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ จำนวน 1 กิโลกรัม มาใส่ลง
ในถังหมัก แล้วเอาปุ๋ยจุลินทรี์โรยลงไป 1 กำมือ หรือประมาณเศษ 1 ส่วน 20 ของปริมาตรของขยะ แล้วปิดฝาให้เรียบร้อย ภายในเวลา 10 - 14 วัน
จะเกิดการย่อยสลายของขยะเปียกบางส่วนกลายเป็นน้ำ น้ำที่ละลายจากขยะเปียก สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ย โดยนำไปเจียจาง โดยการผสมด้วยอัตราส่วน
น้ำปุ๋ย 1 ส่วนต่อน้ำธรรมดา 100 - 1,000 ส่วน นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้ประดิษฐ์ถังขยะแบบพิเศษ โดยนำถังพลาสติกมาเจาะรูแล้วใส่ก๊อก เปิดปิด
น้ำที่ด้านข้าง ถังช่วงล่างจะสวมตาข่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารไปอุดตัน ส่วนปัญหาเรื่องกลิ่นกรณีที่ขยะมีเศษเนื้อสัตว์ มีเศษอาหารอยู่มากให้ใช้
เปลือกสับปะรด มังคุด กล้วย ใส่ลงไปให้มากๆ น้ำปุ๋ยจะมีกลิ่นหอมคล้ายกับกลิ่นหมักเหล้าไวน์ วิธีการดังกล่าวจุลินทรีย์ จะสามารถย่อยสลายขยะเปียก
ได้ประมาณ 30 - 40 ส่วนที่เหลือประมาณ 60 - 70 % จะกลายเป็นกากซึ่งก็คือปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ในทางเกษตรได้

2. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์
ปุ๋ยปลาเป็นน้ำสกัดชีวภาพที่ได้จาการย่อยสลายเศษอวัยวะปลา ได้แก่ หัวปลา ก้างปลา หางปลา พุงปลา และเลือด ผ่านกระบวนการหมัก
โดยใช้เอนไซม์ ซึ่งเกิดขึ้นเองธรรมชาติ หลังจากหมักจนได้ที่แล้วจะได้สารละลายสีน้ำตาลเข้ม ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส
โพแตสเซียม ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม ได้แก่ เหล็ก ทองแดง และแมงกานีส

นอกจากนี้ ปุ๋ยปลายังประกอบด้วยโปรตีนและกรดอะมิโน ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของโปรตีนในตัวปลา จากข้อมูลผลของกรดอะมิโนที่มี
ต่อพืช แต่จากคำบอกเล่าของเกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยปลา พบว่าปุ๋ยปลาจะไปช่วยพัฒนาคุณภาพของผลผลิต เช่น ดอกไม้ให้มีสีสดขึ้นและผลไม้มีคุณภาพดีขึ้น
และช่วยเร่งการแตกยอด และออกดอกใหม่ได้อีกด้วย

ภาพแสดงการทำน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสัตว์



2.1 ผลิตจากปลา
อัตราส่วน / 1 ถัง 200 ลิตร ปลาสด 40 กก. กากน้ำตาล 20 กก. สารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 200 กก. ( 1 ซอง)
วิธีการเตรียมสารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 1 ซอง ละลายน้ำอุ่น 20 ลิตร คนให้เข้ากัน 15 - 30 นาที (อย่าให้น้ำนิ่ง) นำปลาสดและกากน้ำ
ตาลที่เตรียมไว้ใส่ถัง 200 ลิตร และนำสารเร่งทำปุ๋ยหมักที่เตรียมเสร็จแล้วใส่ในถังรวมกับปลาสด และกากน้ำตาล ใส่น้ำพอท่วมตัวปลา (1/2) แล้วคน
ให้เข้ากันตั้งทิ้งไว้ที่อุณภูมิ 30 - 35 องศาเซลเซียส ไม่ปิดฝา คนวันละ 4 - 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลาในการหมักประมาณ 20 - 30 วัน ปลาจะย่อยสลาย
หมด เติมน้ำให้เต็มถังและคนให้เข้ากันก่อนที่จะนำไปใช้จะได้ปุ๋ยชีวภาพ 200 ลิตร อัตรากาใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นทางใบ 1 ลิตร/น้ำ 200 ลิตร และราด
โคน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร

2.2 ผลิตจากหอยเชอรี่
วิธีที่ 1 การทำจากหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมเปลือก
นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้หอยเชอรี่พร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่ และนำผสมกับน้ำตาล
และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันและนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งปิดฝาทิ้งไว้อาจคนให้เข้ากัน
หากมีการแบ่งชั้นให้สังเกตุดูว่ากลิ่นเหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่มขึ้น และคนให้เข้ากันจนก่าจะหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่า
จะไม่เกิดแก๊สให้เห็นบนผิวหน้าของน้ำหมักหอยเชอรี่ แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าน้ำหมักดังกล่าว บางครั้ง อาจจะพบว่ามีตัวหนอนลอยบน
ผิวหน้าและบริเวณข้างถังภาชนะบรรจุ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าน้ำหมักหอยเชอรี่ทั้งตัวเสร็จสิ้นขบวนการกลายเป็น
น้ำหมักชีวภาพหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมกับปุ๋ยน้ำอื่นๆ ใช้ประโยชน์ต่อไป

วิธีที่ 2 การทำจากไข่หอยเชอรี่
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้น้ำไข่หอยเชอรี่พร้อมเปลือก แล้วนำไปผสมกับกาก
น้ำตาลและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่น เดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 การทำจากไข่หอยเชอรี่และพืช
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่เชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับพืชส่วนที่อ่อนๆ หรือส่วนยอดความยาวไม่
เกิน 6 นิ้ว หรือไม่เกิน 1 คืบ ที่หั่นหรือบดละเอียดแล้ว เช่นกัน แล้วนำมาผสมกันในอัตราส่วน ไข่หอยละเอียด : กากน้ำตาล : พืชส่วนอ่อนบดละเอียดและ
น้ำหนักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติคือ 3:3:1 แล้วนำไปหมักตามกระบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 4 นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้มาต้นในกระทะ
นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมไปด้วยในจำนวนพอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น
และนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด ให้ได้ดจำนวน 3 ส่วน เพื่อผสมกับกากน้ำตาล และน้ำหมักจากจุลินทรีย์ธรรมชาติ 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้ว
นำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกันกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 5 การทำจากเนื้อหอยเชอรี่และพืชสด
นำเนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือเหมือนวิธีที่ 1 มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมกับกากน้ำตาล และชิ้นส่วนของพืช
ที่อ่อนๆ เหมือนอัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่บดละเอียด : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ คือ 3:3:1 ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

วิธีที่ 6 การทำจากเนื้อหอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ และพืชสด
วิธีนี้เป็นการผสมปุ๋ยหมักแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ต้องแยกวัสดุแต่ละชนิดควรใช้อัตราส่วนดังนี้ เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก หรือ
เนื้อหอยเชอรี่อย่างเดียว : ไข่หอยเชอรี่ : พืชก่อน อัตรา 3:3:5 - 6:2:3 มีข้อสังเกตุเพียงดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่เพียงใด หากมีกลิ่นเหม็นให้เติมกาก
น้ำตาล และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ ธรรมชาติ เพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่กลิ่น จะใช้เวลานานแค่ไหนเพียงใด ให้ดูลักษณะผิวหนังของน้ำหนักเช่นเดียวกับการทำ
น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติอัตราการใช้พืชที่อายุน้อย ระยะการเจริญเติบโตแรก ๆ ใช้อัตรา 1:500 - 10,000 หรือจากการทดสอบเบื้องต้นพบว่า
อัตราการใช้พืชที่อายุน้อย ระยะการเจริญเติบโตแรกๆ ใช้อัตรา 1:500 - 10,000 หรือจากการทดสอบเบื้องต้นพบว่าอัตราที่เหมาะสม คือ 20 ซี.ซี / น้ำ
20 ลิตร สามารถใช้ได้ 7 - 10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดอายุการเจริญเติบโตของแต่ละพืชว่าเป็นพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ ข้าว เป็นต้น
ซึ่งยังต้องการข้อมูลจากการทดสอบอีกมาก

ให้ระมัดระวังเวลานำไปใช้ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช ควรใช้เจือจางมาก (อัตราที่แนะนำให้ใช้คือจากสารละลายที่ผ่านขบวน
การหมักสมบูรณ์แล้วก่อนนำไปใช้ควรทำให้เจือจางในอัตรา 1: 500 หรือ 1: 1,000 ) วิธีการใช้ที่ถูกต้องจะมีผลต่อดิน และพืชที่นำไปราดหรือฉีดพ่นใส่
ควรใช้เพื่อช่วยเสริมการเจริญเติบโตให้กับต้นพืช หรือช่วยเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ และจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีอย่างอื่นๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ย
หมัก หรือ ปุ๋ยเคมีเข้าช่วย ซึ่งจะทำให้การใช้ได้ผลดีที่สุด ตลอดจนการดูแลปฏิบัติต่อพืชในด้านอื่นๆ ด้วย


กระแสผักปลอดภัยจากสารพิษ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าผู้บริโภคในปัจจุบันคำนึกถึงสุขภาพอนามัยของตนเอง และคนในครอบครัวกันมากขึ้น จริงๆ แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือน
กันว่า อะไรเกิดก่อนอะไร ระหว่างความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าหรือผลผลิตที่บำรุงสุขภาพอนามัยอย่างแท้จริง กับความต้องการของ
ผู้ขายที่พยายามจะใช้ การบำรุงสุขภาพอนามัยที่แท้จริงเป็นจุดขาย แต่จะอะไรเกิดก่อนอะไรคงไม่สำคัญเท่ากับว่า ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ตาม
ที่ต้องการหรือไม่ ผู้ขายมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าของตนมาน้อยเพียงไร กระบวนการตรวจสอบและรับรองว่าผลผลิตหรือสินค้านั้น มีคุณภาพตาม
ต้องการจึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และสร้างความเชื่อถือทางด้านการตลาดให้กับผู้ขาย
พืชอาหาร เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจและเอาใจใส่พิถีพิถันในการเลือกซื้อเพิ่มมากขึ้น หลังจากพบว่า การผลิตพืชอาหารในอดีต
หรือแม้แต่ในปัจจุบัน เกษตรกรใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชกันอย่างมากมาย เป็นผลให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิต และทำ
ให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภคผลผลิตเหล่านั้นเข้าไป มีตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงขั้นรุนแรงเสียชีวิตก็มี
ผักและผลไม้ เป็นพืชอาหารที่ผู้บริโภคให้ความใสใจเรื่องสารพิษตกค้างเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่จะรับประทานผักผลไม้สด ๆ
มากว่าการนำไปปรุงหรือแปรรูป ถ้าผักและผลไม้มีสารพิษตกค้าง ผู้บริโภคก็จะได้รับอันตรายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

โครงการนำร่อง

อันที่จริง กรมวิชาการเกษตรได้ริเริ่มโครงการผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ ที่เรียกว่ า "พืชผักอนามัย" มาตั้งแต่ปี 2526 นับถึงวันนี้
เป็นเวลา 20 ปีแล้ว โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาสารพิษในพืชผัก โดยการสนับสนุนทางวิชาการแก่เกษตรกร ในการ
ผลิตพืชผักให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็กำหนดมาตรการในการจัดจำหน่ายผักอนามัยพร้อมกันไปด้วยผลการดำเนินงานในขณะนั้น
มีเกษตรกรหลายร้อยครอบครัวจากหลายจังหวัดเข้าร่วมโครงการ ด้วยการเข้ารับการถ่ายทอดความรู้ และนำไปปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็ได้อนุญาต
ให้ภาคเอกชนมีสถานที่จัดจำหน่ายผักสดอนามัย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 กรมวิชาการเกษตร ได้ปรับปรุงโครงการผลิตพืชผักอนามัยเป็น "โครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนา
มัย" มีการบริหารงานโดยคณะอนุกรรมการบริหารงาน โครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนามัย และคณะทำงานฝ่ายควบคุมและตรวจ
สอบการใช้วัตถุมีพิษ หลักและวิธีการ ตลอดจนระเบียบการปฏิบัติงานของโครงการฯ ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลอด
มา แต่วัตถุประสงค์หลักๆ ของโครงการที่ยังคงไว้ได้แก่
- เป็นโครงการตัวอย่าง ถ่ายทอดความรู้ในการผลิต การจำหน่ายพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ
- เพื่อสร้างแบบอย่างการปฏิบัติที่ถูกหลักวิชาการ โดยกำหนดระบบการผลิตและระบบตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และกำหนดมาตร
ฐานของสินค้า
- ผักและผลไม้อนามัยที่ได้รับจากขบวนการผลิตที่มีการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช หรือการผลิตแบบเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเค
มีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตจะต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ
- การใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในระบบการผลิตพืชในผัก และผลไม้อนามัยให้ใช้การป้องกัน และกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน-
สารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิต ต้องเป็นสารเคมีที่อยู่ในรายการที่โครงการกำหนดให้เท่านั้น
- ผักและผลไม้อนามัยคือ สินค้าที่ปลอดภัยจากสารพิษ ตามมาตรฐานที่กำหนดและเป็นที่ยอมรับของประเทศต่างๆ โดยยึดค่า MRL (Max
imum Residue Limit) หรือค่าความปลอดภัย ซึ่งเป็นค่าที่อนุญาตให้มีได้สูงสุด ถ้าเกินจากนี้ถือว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคค่าดังกล่าว
เป็นค่าที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นผู้กำหนด

ในปี พ.ศ. 2535 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายเคมีเกษตร โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการลดการใช้สารเคมีที่มีอัน-
ตรายในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้เพิ่มทางเลือกในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อลดและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่จะ
ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ผลิต คือ เกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตร โดยว่าที่ ร.ต. มนตรี รุมาคม อธิบดีกรมวิชาการ-
เกษตรได้สนองนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยประกาศนโยบายและแนวทางการดำเนินงานในช่วงแผนพัมนาเศรษฐกิจและสัง-
คมแห่งชาติฉบับที่ 7 โดยกำหนดเป้าหมายการลดสารพิษตกค้างในพืชผักและผลไม้ เพื่อให้ผู้ผลิต และผู้บริโภคมีความปลอดภัย ขณะเดียวกัน
ก็จะส่งผลถึงการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดของต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประชาคมยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ
ของไทย
โครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนามัยจึงเป็นโครงการสำคัญของกรมวิชาการเกษตรในการสนับสนุนนโยบายเคมีเกษตรของกระ
ทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังกล่าว ซึ่งยังคงดำเนินการมาจนถึงขณะนี้



คุณนิตยา วีระกุล อดีตผู้อำนวยการสำนักประสานงานโครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนามัย เคยรายงานไว้ในการสัมมนาเรื่อง
"กลยุทธ์สร้างความเข้มแข็ง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานในผักและผลไม้" เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2545 ว่า
"…การดำเนินงานของโครงการนำร่อง การผลิตพืชผักและผลไม้อนามัยเริ่มรับสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2537 ระยะ 4 ปีแรก มีสมาชิกที่สมัครเข้า
ร่วมโครงการปีหนึ่งๆ ไม่เกิน 10 ราย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาสมาชิกเพิ่มเป็น 20 ราย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2544 มีสมาชิก 112 ราย
สำหรับปี 2545 ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2545 มีสมาชิกเพิ่มขึ้น 24 ราย
จนถึงเดือนเมษายน 2545 มีสมาชิก 305 ราย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4 หมื่นไร่ ใน 50 จังหวัด เป็นพื้นที่การผลิตผักประมาณ 1 หมื่น
ไร่ ผลไม้ประมาณ 1.6 หมื่นไร่ ผักและผลไม้รวมกันประมาณ 7.5 พันไร่ พื้นที่การผลิตชาหม่อนประมาณ 4.5 พันไร่
พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งผลิตของสมาชิกมากที่สุด แหล่งผลิตผลไม้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก
จันทบุรี ระยอง ตราด ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา
ผลผลิตผักของสมาชิกโครงการฯ มีหลายชนิด ทั้งชนิดที่รับประทานต้น ดอก และใบ ได้แก่ ผักตระกูลกะหล่ำ ผักกาด ผักคะน้า กะหล่ำ-
ปลี กะหล่ำดอก บล็อคโคลี่ ผักกาดขาว ผักกาดหอม ปวยเล้ง ผักสลัดชนิดต่างๆ ผักรับประทานผล ได้แก่ พริก มะเขือ มะเขือเทศ พืชตระกูล
แตง เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงไทย ฯลฯ ฟักทอง กระเจี๊ยบเขียว มะระขี้นก ผักรับประทานหัวหรือราก เช่น มันเทศ เผือก แครอท พืช
สวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา หัวหอม กระเทียม และพืชอื่นๆ เช่น ว่านหางจระเข้ ผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ส้มโชกุน
ชมพู่ มังคุด ลำไย สับปะรด เงาะ กล้วย แตงโม แคนตาลูป
ผลผลิตจากสมาชิกโครงการดังกล่าว ส่วนใหญ่มีตลาดรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ สมาชิกของโครงการสามารถจำหน่าย
ผลผลิตได้ ทั้งจากหน้าสวนของตนเอง หรือส่งตามแหล่งต่างๆ หรือมีพ่อค้าคนกลางรับไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง แหล่งจำหน่ายของสมาชิกฯ มีหลาย
ระดับ ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือตลาดใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งรวมสินค้า เช่น ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาด อ.ต.ก. และปาก
คลองตลาด นอกจากนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ เช่น เทสโก้โลตัส เดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม บิ๊กซี โรบินสัน ท็อปส์ซุปเปอร์มาเก็ต คาร์ฟู
แม็คโค โกลเด้นเพลส กรีนไลฟ์ ฟู้ดแลนด์ และเลมอนฟาร์ม เป็นต้น
ปัจจุบันผู้บริโภคทุกระดับชั้น ให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อผักอนามัย หรือผักปลอดภัยจากสารพิษกันอย่างแพร่หลาย สังเกตจากการกระ
จายตัวของแหล่งขาย และจำหน่ายสมาชิกโครงการนำร่องพืชผักและผลไม้อนามัยของกรมวิชาการเกษตร ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1 - 2 ปีที่
ผ่านมา
ในจำนวนสมาชิกของโครงการฯ ทั้งหมด มีจำนวน 12 ราย ที่แจ้งว่าเป็นผู้ส่งออกผลผลิตไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงค
์โปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ผลผลิตส่งออกส่วนใหญ่เป็นผลไม้ จำพวก เงาะ ทุเรียน กล้วยหอม ลำไย ส้ม สับปะรด และ
แตงโม
มีสมาชิกจำนวน 17 ราย ที่ผลิตผักด้วยระบบไฮโดรโพนิคส์ คือ ปลูกในน้ำยาที่มีสารอาหาร ซึ่งกำลังเป็นเทคนิคการผลิตอีกวิธีหนึ่งที่กำลัง
ได้รับความสนใจ และยังมีสมาชิกอีก 1 รายที่ผลิตผักโดยใช้ระบบแอร์โรโพนิคส์ คือ การสเปรย์สารอาหารให้ทางราก ซึ่งกสิกรจะนำวิธีการปลูก
ผักทั้ง 2 แบบ นี้มาเสนอในโอกาสต่อไป

สถานการณ์ปัจจุบัน

คุณจันทร์ทิพย์ ธำรงศรีสกุล ผู้อำนวยการสำนักประสานงานโครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนามัย กรมวิชาการเกษตรท่านปัจ-
จุบัน ได้เล่าถึงสถานการณ์การผลิตผักอนามัยของโครงการว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคผักอนามัยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาก ทางด้านผู้ผลิตก็ถือว่าผัก
อนามัยเป็นจุดขายอันหนึ่ง ส่วนผู้บริโภคถือว่าผักอนามัยปลอดภัยต่อการสุขภาพอนามัย
โครงการฯ รับสมาชิกเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในปี 2545 ที่ผ่านมา มีสมาชิกร่วมโครงการฯ เพิ่มจาก 200 กว่าราย เป็น 359 ราย (จาก
เดือนเมษายน - ธันวาคม มีสมาชิกเพิ่มอีกกว่า 50 ราย) จนถึงตอนนี้เราหยุดรับสมาชิกชั่วคราวก่อนเพื่อเคลียร์สมาชิกเก่าให้หมดเหตุที่สมาชิก
เพิ่มมากขึ้นมี 2 ประการ คือ หนึ่ง ความปลอดภัยในการบริโภค ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีความปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดี สอง เพื่อประโยชน์
ที่ผู้ผลิตนำไปเสนอขายให้กับแหล่งต่างๆ ที่ต้องการการรับรอง ประการหลังนี้ในระดับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง หรือผู้ในแหล่งที่มีลูกค้าซึ่งมีฐานะทาง
เศรษฐกิจดี เช่น โรงแรมใหญ่ๆ ภัตตาคารหรูฯ เขาต้องการสินค้าซึ่งมีการรับรอง การรับรองในระดับนี้ของกรมวิชาการเกษตรจะได้เปรียบกว่า
หน่วยงานอื่น เพราะเมื่อเรารับรองแล้ว เราดูแปลงปลูกด้วย มีการตรวจสอบขบวนการผลิต ว่าถูกต้องตามคำแนะนำหรือไม่"
เมื่อถามถึงว่า มีสมาชิกในโครงการเพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ จะดูแลทั่วถึงหรือไม่ คุณจันทร์ทิพย์ บอกว่า "โครงการฯ กำลังประสบปัญหาอย่าง
ที่เรียนว่า ในช่วงปี 2545 ที่ผ่านมา ได้รับสมาชิกเพิ่มกว่าครึ่งของจำนวนทั้งหมดที่รับมาในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่แน่ใจว่าปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป
จำนวนจะมากขึ้นๆ อีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงต้องทำรูปแบบใหม่ กรมวิชาการเกษตรเห็นความสำคัญของโครงการนี้ จึงมีนโยบายให้
เราจัดระบบการทำงานใหม่ จะมีบุคลากรเพิ่มมากขึ้น และจะมีการประสานกับหน่วยงานของกรมฯ ในส่วนภูมิภาค คือ สำนักวิจัยและพัฒนาการ
เกษตรเขตต่างๆ ให้ช่วยดูแลสมาชิกในโครงการหรือ จัดการระบบต่างๆ ของโครงการให้ดีขึ้น"
ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า คำว่าผักอนามัย ผักปลอดภัยจากสารพิษ ผักปลอดสารพิษ หรือผักอินทรีย์ แตกต่างกันอย่างไร ทำไมไม่ใช้
คำใดคำหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณจันทร์ทิพย์ อธิบายว่า "แตกต่างกันที่ขั้นตอน หรือขบวนการ และแตกต่างกันตรงการรับรองของหน่วยงาน
ขึ้นอยู่กับโลโก้ (Logo) หรือ สัญลักษณ์ ทุกวันนี้การรับรองแสดงโดยโลโก้ แต่ละโลโก้ที่ออกมาข้อจำกัดของแต่ละโลโก้แตกต่างกัน ต้องดูว่าโลโก้
นั้นๆ รับรองโดยระบบอะไร ของหน่วยงานใด และรับรองอย่างไร
โดยพื้นฐานแล้วผักในชื่อเรียกต่างๆ เหล่านั้น คือ ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง แต่โดยวิธีการจัดการในขบวนการผลิต วิธีการตรวจ
สอบจะแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้กล่าวอ้างไม่ได้ว่าของใครดีกว่าใคร นอกจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นที่รับรอง อีกหลายหน่วยงาน
เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งจะดูแลเรื่องระบบการผลิต เป็นหลัก รับผิดชอบทางด้านการให้การฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ผลิตจะดู
และรับรองว่าเกษตรกรทำตามขั้นตอนต่างๆ ตามคำแนะนำอย่างถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ได้ตรวจสอบสารพิษตกค้าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ถ้าสังเกตให้ดี โลโก้รับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า รับรองระบบการตรวจสอบไม่ได้รับรองผล คือ จะรับรองว่าวิธีการตรวจสอบ
ของเขา ถ้าทำให้ถูกต้องจะสามารถตรวจสอบอะไรได้บ้าง อย่างไร
ความเชื่อมั่นว่าผัก ผลไม้ ต่างๆ ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างจริงๆ หรือไม่นั้น ต้องเริ่มต้นที่ผู้ผลิต เราต้องทราบก่อนว่า ผู้ผลิตคือเกษตร
กร ใช้สารเคมีอะไรในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เราถึงจะบอกได้ว่าการใช้สารตัวนี้ สามารถตรวจสอบได้โดยวิธีนั้นๆ หรือไม่"
สำหรับการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตว่ามีสารมีพิษตกค้างหรือไม่นั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญของระบบควบคุมคุณภาพและให้การรับรองของกรม
วิชาการเกษตร ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีห้องปฏิบัติการที่ใช้เทคนิคโครโมโตกราฟฟี่ ซึ่งเป็นวิธีการที่ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทั่วโลกใช้ใน
การตรวจสอบสารพิษตกค้าง และด้วยเทคนิคการสกัดแบบ moltiresidue ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจวิเคราะห์สารได้หลายกลุ่มพร้อมกัน โดยอา-
ศัยเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถจำแนกสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มต่างๆ ได้ คือ สารกลุ่มออริกาโนฟอสเฟต ออริกานคลอรีน ไพรีทรอยด์ และคาร์บา
เมท
วิธีการตรวจสอบที่กรมวิชาการเกษตรใช้อยู่ในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ
1) วิธี Thin Layer Chromotagraphy ของ Arpad Ambros 1998 (TLC) เป็นวิธีการที่ใช้ แผ่นเพลท สำเร็จรูปขนาด 20x20 เซนติ
เมตร ซึ่งเคลือบเจล 60 ส่วน ตัวอย่างสกัดด้วย เอทธิล อาซีเตท แล้วนำไปหยดลงแผนเพลท และใช้ O-Tolidine และ Potassium iodide เป็น
สารที่ทำให้เกิดสี กับสารกำจัดศัตรูพืช สารตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช หากมีอยู่ในผลผลิตจะแสดงผลบวกที่มีสีแตกต่างกันบางชนิดให้สีน้ำเงิน
บางชนิดให้สีม่วง และบางชนิดให้สีขาว บนพื้นสีขาวแกมเทา วิธี้การนี้มีข้อดีตรงที่สามารถตรวจตัวอย่างได้คราวละหลายๆ ตัวอย่างพร้อมกัน
2) วิธี Rapid Bioassay Pesticide Residue (RBPR) เป็นวิะการที่ใช้เทคนิคการยับยั้งเอ็น ไซม์ โคลีน เอสเทอเรส ตามหลักการของ
Ellman's Test และใช้ Ellman's reaqent หรือ DTNB (5,5'-dithio-bis- (2 mitroloenzoate) เป็นสารที่ทำให้เกิดสี วิธีการนี้ใช้ตรวจสอบสารได้ 2
กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และกลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาทของแมลง โดยการออกฤทธิ์ ยับยั่งการทำงานของเอ็นไซม์อะ
เซทชิลโคลีนเอสเทอเรส ผลของปฏิกิริยา เกิดเป็นสีเหลือง ซึ่งสามารถตรวจวัดค่าดูกลืนแสงได้ด้วยเครื่องสเป็คโตรโฟโตมิเตอร์ (Speetropho-
tometer) ที่มีความยาวคลื่น 412 หรือ 415 นาโนเมตร ค่าความเข้มของสีเหลืองที่เกิดขึ้นนำมาคำนวณเป็น % inhibition การจัดระดับความปลอด
ภัยของผลผลิตดูจากค่า % inhibition นี้เป็นหลัก ซึ่งแต่ละประเทศจะกำหนดค่าแตกต่างกันไป เช่น เวียดนาม และไต้หวัน กำหนดค่าเกินกว่า
35% ถือว่าไม่ปลอดภัย ฟิลิปปินส์ กำหนดว่าถ้าค่าที่ได้น้อยกว่า 20% จัดว่าผลผลิตมีความปลอดภัย สามารถปล่อยออกสู่ตลาดได้ ถ้ามีค่าระหว่าง
20 และ 50% ผลผลิตจะถูกยึดไว้ และเจ้าหน้าที่จะเข้าไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรด้านการใช้สารเคมีให้ถูกต้อง และต้องยืดเวลาเก็บเกี่ยวให้
ยาวนานขึ้น เพื่อให้สารสลายตัวก่อน สำหรับประเทศไทยกำหนดค่านี้ไว้ที่ระดับ 25%
ตัวอย่างของการผลิตของสมาชิก

กรมวิชาการเกษตรดูแลทั้งขบวนการผลิตพืชอนามัย พืชอินทรีย์ และในอนาคตอันใกล้จะมี PQMS (Plant Quality Management Sys-
tem) หรือระบบการจัดการคุณภาพด้านพืชเข้ามาอีกระบบหนึ่ง ซึ่งคุณจันทร์ทิพย์ อธิบายว่า "3 ระบบนี้จะมีความแตกต่างกันในตัวเองขึ้นอยู่กับ
ความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ถ้าถามว่าความแตกต่างของ 3 ระบบนี้ มีอย่างไร ก็จะอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ได้ว่า
ระบบ PQMS เป็นระบบที่เทียบเท่ามาตรฐานสากลทั่วไปในขณะนี้ โดยพื้นฐานเริ่มต้นมาจากยุโรป เรียกว่า ยุโรปแกพ (Europe GAP)
เขาจะดูเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่องเป็นหลักคือ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในการบริโภค และจริยธรรมในการจัดการ เช่น ไม่ใช่แรงงานเด็ก ไม่ทร-
มานสัตว์ เป็นต้น ซึ่งระยะหลังจะมองเป็นลักษณะกีดกันทางการค้าด้วย แต่ PQMS ของเรา ไม่ได้ลงลึกไปถึงจริยธรรม (Ethic) เราจะดูเพียง
สิ่งแวดล้อม เรื่องการจัดการที่ถูกต้อง และเรื่องมาตรฐานการตลาด (Market Standard) คือ รูปลักษณ์สวยงาม ซึ่งยุโรปแกพก็ดูตรงนี้เช่นกัน
พืชอินทรีย์ เขาจะใช้มาตรฐานของพืชอินทรีย์เป็นหลัก คือ จะใช้สารเคมีใดๆ ในขบวนการผลิตไม่ได้ โดยจะมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
กำหนดอยู่ ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าต้องการผลผลิตที่มาจากขบวนการผลิตอย่างไร
พืชอนามัย เราจะดูเรื่องของสารพิษตกค้าง (Pesticide Residue) เป็นหลัก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
จึงเห็นได้ว่าทั้ง 3 ระบบ จะมีความแตกต่างอยู่ในตัวเอง
สำหรับกฎระเบียบของพืชผักและผลไม้อนามัย ของกรมวิชาการเกษตร จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
เช่น เรื่องการเตือน การยกเลิกจะต้องเพิ่มมาตรการทางด้านกฎหมายขึ้นมา เพราะสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้น โครงการจำเป็นต้องมีอะไร มาเป็นตัว
ควบคุม จัดการ เจรจาต่อรองให้สมาชิกอยู่ในกฎระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ มิเช่นนั้นสมาชิกจะมีอิสระเสรีมากเกินไป
คุณจันทร์ทิพย์ เปิดเผยว่า "มีบริษัทผู้ผลิตผักอนามัย ที่เป็นสมาชิกของโครงการอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงปัจจุบัน คือ
บริษัท ซี.ที.เค จำกัด ของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต เจ้าของชาโตเดยเลย ไวน์ตราไก่ที่โด่งดัง บริษัทจะมีวิวัฒนาการขอตนเองโดยตลอดมี
การเพิ่มพืช เพิ่มการจัดการ อย่างต่อเนื่อง จากการปลูกผักธรรมดา พัฒนามาเป็นไฮโดรโพนิคส์ และปัจจุบันเป็นแอร์โรโพนิคส์ ปลูกในอากาศ
ใช้การสเปรย์น้ำผสมสารอาหารเข้าไปที่ราก โดยจะมีรางรองรับส่วนที่เกิดจากการเกาะอยู่ที่ราก ย้อนกลับไปสเปรย์ใหม่ ผักสวยมาก"
อีกบริษัทหนึ่งที่เข้าเป็นสมาชิกของโครงการคือ บริษัท ธานิยามา สยาม จำกัด เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง ไทยกับญี่ปุ่น ผลิตหน่อไม้
ฝรั่ง และกระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชหลักสำหรับส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ในระบบมีสัญญาซื้อขายกับเกษตรกร หรือ Contract farming
การดำเนินงานของบริษัท ธานิยามา สยาม จำกัด ในการควบคุมดูแลแปลงหน่อไม้ฝรั่ง และกระเจี๊ยบเขียว ค่อนข้างเข้มงวด จะมีระบบ
การเตือน และยกเลิกสัญญาเช่นกัน ที่ต้องเข้มงวดเพราะผลผลิตที่จะส่งไปญี่ปุ่น ต้องปลอดภัยจากสารพิษ และโรคแมลงต่างๆ จริงๆ มิเช่นนั้น
จะถูกส่งกลับหมด ไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นได้
คุณมงคล ผลประสาน กรรมการผู้จัดการโรงงานของธานิยามาฯ เปิดเผยถึง การดำเนินงานของบริษัทในการควบคุมการผลิตและคุณภาพ
ของผลผลิตหน่อไม้ฝรั่ง และกระเจี๊ยบเขียวว่า บริษัทจะใช้ระบบสัญญาซื้อไทย เป็นปัจจัยหนึ่งในการควบคุมดูแลสมาชิก ซึ่งเป็นเกษตรกรหรือ
ลูกไร่ ให้อยู่ในกรอบของสัญญา ดังนี้
1) เกษตรกรจะต้องนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด ในวันนั้นๆ ส่งให้แก่บริษัท ตามคุณภาพที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา
2) ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย หรือมีการทำสัญญาข้อตกลงกับสมาชิกทุกรายเป็น
รายบุคคล
อนึ่ง การดำเนินการเกี่ยวกับนี้ บริษัทได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- บริษัทมีการส่งตัวอย่าง กระเจี๊ยบเขียว ไปตรวจวิเคราะห์สารเคมีเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งหากบริษัทพบว่า ตัวอย่างกระเจี๊ยบเขียวของ
สมาชิกท่านใด มีพิษตกค้างของสารเคมี บริษัทจะยกเลิกสัญญากับสมาชิกรายนั้นทันที
- จัดหาวัสดุการเกษตรต่างๆ ที่ปลอดภัยแจกจ่ายให้แก่สมาชิกเกษตรกร ฟรี หรือ จำหน่ายให้ในราคาถูก ที่ต่ำกว่าต้นทุน ทั้งนี้เพื่อ
เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น เชื้อบีที, สารสกัดจากสมุนไพรของบริษัทฯ ต่างๆ (ซึ่งบริษัทจะมีการส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่างๆ ไป-
ตรวจหากสารเคมีด้วย ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีสารเคมีผสมมาด้วยหรือไม่)
- ให้คำแนะนำในการหมักสมุนไพรด้วยตนเอง
- ใช้กับดักกาวเหนียว ช่วยในการป้องกันกำจัดแมลง และเป็นดัชนีบ่งชี้ ถึงการระบาดของแมลง
- จัดอบรมเรื่อง IPM ให้แก่ประธานและคณะกรรมการกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งและกระเจี๊ยบเขียว
- นอกจากนี้กำลังดำเนินการเกี่ยวกับ การจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทราบและเข้าใจถึงระบบ IPM เพื่อ
ที่จะได้นำความรู้ไปทำการเผยแพร่ให้แก่สมาชิกเกษตรกรในแต่ละกลุ่มในลำดับต่อไป
3) สมาชิกเกษตรกรท่านใดที่ลาออกจากบริษัทไปแล้ว บริษัทจะไม่รับกลับเข้ามาเป็น สมาชิกอีก นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดรับ
ซื้อคอยควบคุมดูแลการรับซื้อ ให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานที่กำหนดและให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่เกษตรกร ทั้งในเรื่องการปลูก, การดูแลรักษา
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายใหม่) นอกจากนั้น จะทำการประสานงานกัน ระหว่างจุดรับซื้อและโรงงาน
ปัจจุบัน บริษัทกำลังดำเนินการปรับปรุงระบบต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากลมาขึ้น เช่น
- เริ่มทำระบบ GMP/HACCP ตามจุดรับซื้อจะต้องมีการรักษาความสะอาด เช่น พนักงานคัดเกรดจะต้องสวมถุงมือ และหมวกในระ-
หว่างปฏิบัติงาน, ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น
- ทำระบบ TRACEABILTY ปัจจุบันเริ่มดำเนินการทำระบบ TRACEABILITY ในกระเจี๊ยบเขียว เป็นอันดับแรก ซึ่งการดำเนินการ
เรื่องนี้เป็นการยากที่บริษัทจะทำการตรวจสอบย้อนกบับมาเป็นรายบุคคลจึงได้มีการกำหนดรหัสทั้งรหัสสมาชิกเกษตรกรแต่ละราย, รหัสกลุ่ม (จุด)
และรหัสรุ่นหรือชุดที่เกษตรกรรายนั้นๆ ปลูกอยู่ ซึ่งการตรวจสอบย้อนกลับนี้จะสามารถย้อนกลับไปได้ถึงกลุ่ม (จุด) ที่เกษตรกรรายนั้นๆ ประจำ
อยู่ เท่านั้น โดยจะมีการกำหนดรหัสกลุ่ม (จุด) ที่เป็นกลุ่มใหญ่ ให้เป็นกลุ่มย่อยอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้สามารถทำการตรวจสอบย้อนกลับได้ในลักษณะ
ที่แคบลง ส่วนหน่อไม้ฝรั่งนั้น บริษัทก็กำลังเริ่มดำเนินการในเรื่องของ TRACEABILITY
บริษัท ธานิยามา สยาม จำกัด เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการจัดการ ในขบวนการผลิตที่จะควบคุมให้ผู้ผลิต หรือเกษตรกร ดำเนินการ
ตามกฎระเบียบ กติกาที่วางเอาไว้ อย่างซื่อสัตย์ เพื่อจะได้ประกอบธุรกิจซื้อ - ขาย ผลผลิตกันอย่างยั่งยืนตลอดไป

ขอฝากจากโครงการ

คุณจันทร์ทิพย์ ธำรงค์ศรีสกุล ผู้อำนวยการสำนักประสานงานโครงการนำร่องการผลิตพืชผักและผลไม้อนามัย กรมวิชาการเกษตร กล่าว
ถึงปัญหาอุปสรรคอีกบางประการของโครงการและของผู้ผลิตผักอนามัย ว่า ปัญหาสำคัญสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตคือ "ราคา" ราคาของผักอนามัย
จะค่อนข้างสูงกว่าผักที่ผลิตในขบวนการปกติ เพราะต้องดูแลมากกว่าปกติ และผลผลิตอาจจะน้อยกว่าปกติจึงต้องขายในราคาสูง เกษตรกรราย-
ย่อยๆ จึงมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางยาก เว้นเสียแต่ผู้ผลิตจะมีแหล่งจำหน่ายของตนเองเป็นประจำ ถ้ามีสัญลักษณ์ที่น่าเชื่อถือก็อาจจะขาย
ได้ง่ายขึ้น มีผู้ผลิตบางรายนำไปจำหน่ายตามโรงพยาบาล หรือตามบริษัทใหญ่ๆ ก็ประสบผลสำเร็จ เป็นตลาดประจำที่สามารถจำหน่ายได้
ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ใกล้เวลาเก็บเกี่ยวเกษตรกรบางรายประสบปัญหาศัตรูพืชระบาด แก้ไขไม่ทันมีการแอบใช้สารเคมีเพื่อ
รักษาผลผลิต ถ้าโครงการจับได้สมาชิกจึงจะยอมเปิดเผย และยอมรับว่ามีการใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว แต่ก็มีบางรายที่สมาชิกแจ้งให้โครงการ
ทราบทันที โครงการก็จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูช่วยแนะนำแก้ไขให้ บางครั้งอาจจะมีการอบรมให้ความรู้เฉพาะเรื่องนั้นๆ ที่เกิดปัญหาหรือคุยเป็น
กลุ่ม แก้ปัญหาเรื่องต่อเรื่อง เกษตรกรก็จะเอาสิ่งที่เขาประสบมาเล่าให้ฟัง ก็สามารถแก้ไขปัญหาผ่านพ้นไปได้
สิ่งที่โครงการต้องการจากสมาชิก คือ ความซื่อสัตย์ สัญญาอะไรกันไว้ ต้องทำตามกติกาสัญญา มีปัญหาอะไรในการผลิตต้องบอกให้เรา
ทราบเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไข สัญลักษณ์ผักอนามัยของโครงการ คือความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร ที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ดัง
นั้น เกษตรกรผู้ผลิตต้องรักษาภาพลักษณ์ของสัญลักษณ์ดังกล่าวให้น่าเชื่อถือตลอดไป ขณะเดียวกัน โครงการก็ต้องรักษาชื่อเสียงของกรมวิชา-
การเกษตร โดยผ่านสัญลักษณ์นี้ด้วย ถ้าเกษตรกรไม่ซื่อสัตย์ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ขาดความไว้ว่างใจในสัญลักษณ์นี้แล้ว โครงการ
และกรมวิชาการเกษตรต้องขอคืนกลับมา

 

 

อาหารและเครื่องดื่มจากข้าว

เมื่อเดือนเมษายน 2546 สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร ได้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ "อาหารไทยขนมไทยและเครื่องดื่มจากข้าว"
ในรูปแบบที่สวยงามแข็งแรง มีเรื่องราวที่น่าอ่าน มีรูปภาพสีประกอบหลายภาพหนา 191 หน้า เนื่องจากเป็นหนังสือที่ผลติดตามรอคอยมาถึง 6
ปี เมื่อได้เห็นและได้อ่านจึงรู้สึกดีใจและไม่ผิดหวัง จึงอยากจะกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้สักเล็กน้อย
เมื่อผมไปราชการที่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) เมื่อวันที่ 17 กันยายน 25410 ได้รับหนังสือเล่มหนึ่งของ IRRI เป็นหนังสือ
ประมวลภาพรายการอาหารข้าวที่เด่น ๆ ของประเทศต่าง ๆ ที่ปลูกข้าวทั่วโลกประเทศละ 2-3 ชนิด ทำให้มีความคิดที่จะเห็นหนังสือประเภทนี้ของ
ไทย เพราะข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจและสังคมของคนไทยมาตั้งแต่โบราณกาล และคนไทย
มีอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับข้าวหลายร้อยชนิด
กลับมาจากฟิลิปปินส์ จึงได้หารือกับผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวในช่วงนั้น (คุณสุเทพ ลิ้มทองกุล ซึ่งก็เห็นด้วยและได้แต่งตั้งคณะทำงาน
ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย นักวิชาการของสถาบันวิจัยข้าวที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว หรือการแปรรูปข้างวที่อยู่ตามศูนย์
วิจัยข้าวและสถานีทดลองข้าวทั้งประเทศ โดยมีคุณละม้ายมาศ ยังสุข เป็นประธานคณะทำงาน และคุณกัญญา เชื้อพันธุ์ เป็นเลขานุการ
ผลมีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะทำงานชุดนี้ในระยะเริ่มแรกอยู่ประมาณ 1 - 2 ครั้ง จากนั้นก็ไม่ค่อยได้เข้าประชุม แต่ก็ติดตามถามข่าวอยู่
ตลอดมา ได้รับร่างต้นฉบับแรก 1 ชุด เพื่อให้ข้อคิดเห็น และตั้งใจว่าหากกรมวิชาการเกษตรประสบปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณในด้านการจัด
พิมพ์ ผมก็พยายามหาแหล่งเงินทุนอื่นจัดพิมพ์ให้
ในที่สุด ช่วงระยะเวลาที่รอคอยอันยาวนานก็มาถึง ถึงแม้กำหนดเวลาที่จะพิมพ์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนม
พรรษา 6 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช จะผ่านไปเกือบ 4 ปี แต่ยังไม่สายเกินไปนักที่จะถวายเป็นราชสักกา
ระได้

หนังสือฉบับนี้แบ่งออกเป็น 5 บท

บทที่ 1 อาหารคาว : ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. การบริโภคในรูปเมล็ด
2. การบริโภคในรูปแปรสภาพ และ
3. การบริโภคแบบแผ่นแป้งและก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก แบบเส้นหมัก แต่ก็รวมเป็นรายการอาหารได้รวม 21 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่
คุ้นหูและเชื่อว่าทุกท่านคงมีโอกาสได้รับประทานบ้างแล้วเป็นส่วนใหญ่ นอกจากข้าวแผะ หรือเข่าแพะ ซึ่งเป็นอาหารของชาว
นครราชสีมา แต่กลุ่มที่ขาดไปและน่าจะกล่าวถึงได้แก่ "ข้าวราดแกง" และ "ข้าวราดหน้า" ชนิดต่าง ๆ

บทที่ 2 อาหารหรือขนมไทยจากข้าว : ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่มได้แก่
1. ขนมไทยจากข้าวเจ้า 23 ชนิด
2. ขนมไทยจากข้าวเหนียว 47 ชนิด
3. ขนมไทยจากข้าวเจ้าผสมข้าวเหนียว 12 ชนิด
4. ขนมไทยจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งอื่น 19 ชนิด
รวมขนม 100 ชนิด มีหลายชนิดที่ไม่คุ้มหู แต่น่าจะลองทำเองได้ไม่ยากนัก

บทที่ 3 อาหารว่าง : อย่างน้อยก็ทำให้ทราบคำนิยามของคำว่า "อาหารว่าง" หมายถึงอะไร แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. อาหารว่างประเภทนึ่งและต้ม 10 ชนิด
2. อาหารว่างประเภททอด 10 ชนิด
3. อาหารว่างประเภทอบหรือปิ้งหรือย่าง 5 ชนิด

บทที่ 4 เครื่องดื่มจากข้าว : แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีเพียง 2 ชนิด คือ ข้าวยาคู และน้ำอาร์ซี และ
2. เครื่องดื่มมีแอลอกอฮอล์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่ เหล้าอุ และสาโท น้ำขาว น้ำแดงและเหล้าขาว
สำหรับกลุ่มแรก นั้น ผมมีความเห็นว่า ควรมีอีกประเภทหนึ่ง คือ "น้ำข้าว" หรือ "น้ำนมข้าว" ซึ่งปัจจุบันมีบรรจุกระป๋องหรือ
บรรจุกล่องจำหน่ายอยู่ทั่วไป อาจจะทำจากข้าวเจ้าอย่างเดียว

บทที่ 5 อาหารที่มีข้าวเป็นส่วนผสมจำเป็น : มี 18 ชนิด
ทำให้ทราบว่าอาหารหลายอย่างถึงแม้จะใช้ข้าวน้อย แต่ก็เป็นส่วนผสมที่จำเป็น เพราะทำหน้าที่ที่ทำให้เกิดการหมักและเกิดรส
เปรี้ยว เป็นการถนอมอาหารแระเภทหนึ่งของคนไทย ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง

รายการอาหารต่างๆ ที่คณะผู้จัดทำนำมารวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ อาจจะไม่ครบหมดหรือเรียกชื่อต่างกันไปแต่ก็จัดว่าค่อนข้างสมบูรณ์
มีวิธีการทำโดยละเอียด ทำให้ผู้อ่านที่สนใจอาจทดลองปรุงได้เองโดยไม่ยากนัก นับว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่า มีประโยชน์ สมควรมีไว้สำหรับห้อง
สมุด สถาบันการศึกษาทุกแห่ง รวมทั้งห้องสมุดส่วนตัวทั่วไป
การจัดทำหนังสือเล่มนี้คงจะต้องใช้เวลาในการรวบรวม เรียบเรียง จัดรูปเล่มอย่างพิถีพิถันพอสมควร คณะผู้จัดทำควรจะได้รับคำชม
เชยและขอบพระคุณอย่างยิ่งจากผู้อ่านทุกท่าน
สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ หรือสอบถามเรื่องลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ ลองติดต่อที่ สถาบันวิจ้ยข้าว กรมวิชาการเกษตร เกษตรกลาง
บางเขน กรุงเทพมหานคร 10900
 

สบู่ดำ

สบู่ดำ กำลังเป็นข่าวกันครึกโครมตั้งแต่น้ำมันมีราคาแพง ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเขียนเกล็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสบู่ดำ ที่เคยรู้จักและทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มา
สบู่ดำมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Physic nut ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha curcus ปลูกในทุกภาคของประเทศ ทางเหนือเรียกว่า มะหุ่งฮั้ว หมากเยา มะเยา ภาคอิสานเรียกว่า หมากเยา หรือ มะเยา ภาคใต้ เรียกว่า มะหุ่งเทศ หรือ ละหุ่งเทศ โดยทั่วๆ ไปจะปลูกเป็นรั้ว สำหรับป้องกันสัตว์เหมือนกันหมด และมีปลูกกันเกือบทุกประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปลูกเป็นรั้วบ้านเช่นเดียวกัน สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก จำความได้ประมาณปี พ.ศ. 2480 กว่าๆ แถบหัวเมืองในภาคอิสาน โดยเฉพาะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จะมีปลูกกันเกือบทุกบ้าน ส่วนใหญ่จะปลูกเป็นรั้วบ้าน และใช้เป็นยาสมุนไพร โดยได้เห็นผู้เฒ่าผู้แก่ใช้ยางใสๆ ที่หักออกจากก้านใบ หรือส่วนยอดทาแผลสด โดยเฉพาะแผลที่ปากให้เด็กๆ รวมทั้งใช้กวาดปากเด็กเมื่อลิ้นเป็นฝ้าขาวๆ ที่ภาคใต้ก็ใช้ยางทาแผลที่ปากเช่นเดียวกัน และยังใช้ลำต้นตัดเป็นท่อนๆ แช่น้ำให้เด็กที่เป็นซางตาลขโมยอาบ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำมันก๊าซที่ใช้จุดตะเกียงไม่มีขาย ต้องใช้น้ำมันหมูแทน เพราะตามหัวเมืองจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ผู้เขียนยังเคยใช้เมล็ดสบู่ดำ กะเทาะเปลือกข้างนอกสีดำๆ ออก เหลือแต่เนื้อในสีขาวแล้วใช้ไม้ไผ่ที่เหลาเล็กๆ เสียบเมล็ดสีขาวติดต่อกันยาวประมาณ 1 คืบ แล้วจุดไฟใช้อ่านหนังสือแทนเทียนไข ซึ่งไม่มีขายในขณะนั้น
Jatropha ในบ้านเรามี 2 ชนิด คือ สบู่ดำ ต้นและใบมีสีเขียว ยอดใบอ่อนมีสีม่วงเขียว ใบมี 5 หยัก (Lobe) เป็นไม้พุ่มยืนต้นอยู่ได้หลายปี ต้นมียางใสสีขาว โดยเฉพาะที่ยอดและก้านใบ อีกชนิดหนึ่งเรียกกว่าสบู่แดง เป็นไม้พุ่มต้นเตี้ยใบเล็กสีแดง ลูกและเมล็ดเล็กกว่าสบู่ดำ ใบมี 5 หยัก เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่จะขึ้นตามกองขยะเก่า ไม่ได้ปลูกเหมือนสบู่ดำ
ในราวปี พ.ศ. 2526 วิกฤตการณ์น้ำมัน ได้เกิดขึ้น หน่วยราชการต่างก็มุ่งหาพลังงานทดแทน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมี ดร.ฤกษ์ ศยามานนท์ เป็นอธิบดีสมัยนั้น ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นชุดหนึ่ง ซึ่งมีข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกองต่างๆ มีกองเกษตรวิศวกรรม กองเกษตรเคมี กองพฤกษศาสตร์ และวัชพืช กองกีฏและสัตววิทยา และสถาบันวิจัยพืชไร่ ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสบู่ดำโดยเฉพาะ สำหรับด้านน้ำมันนั้นทางกองเกษตรวิศวกรรมและกองเกษตรเคมี ได้ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว
คณะทำงานชุดนี้ได้ร่วมกันออกเก็บตัวอย่างสบู่ดำทั่วประเทศ มี ดร.Takada ชาวญี่ปุ่น จากไจก้า (JIGA) เข้าร่วมด้วย ตัวอย่างที่เก็บได้จากจังหวัดต่างๆ นำไปปลูกรวบรวมไว้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และอุบลราชธานี เท่าที่จำได้ พันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีมาจากภาคใต้ ดูเหมือนจะเป็นจังหวัดพัทลุง ถ้าจำไม่ผิด ระยะนั้นได้มีการรณรงค์ให้เกษตรกรปลูก เพื่อใช้ในครัวเรือนและขาย มีเกษตรกรบางรายในภาคอิสานปลูกในพื้นที่ 5 – 10 ไร่ ก็มี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะไม่มีตลาดรับซื้อ นอกจากหน่วยราชการที่รับซื้อไปทดลองเรื่องน้ำมัน และราคาไม่เป็นที่จูงใจ พอสถานการณ์น้ำมันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ โครงการสบู่ดำก็เลิกล้มไป
ผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลผลิตที่สถาบันวิจัยพืชไร่ได้ดำเนินงานพอสรุปได้ดังนี้
1. การปลูกจะปลูกด้วยเมล็ดหรือท่อนพันธุ์ก็ได้ ในการทดลองครั้งนี้ไม่ได้เพาะต้นกล้าและปักชำท่อนพันธุ์ก่อนปลูก ได้นำเมล็ดและท่อนพันธุ์ปลูกในแปลงเลย ท่อนพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงจะเป็นท่อนพันธุ์ที่มีความยาวตั้งแต่ 50 ซม. ขึ้นไป โดยเฉพาะท่อนพันธุ์จากส่วนปลาย การปลูกจะปักท่อนพันธุ์ให้ตั้งตรง ลึกประมาณ 7-10 ซม. กลบให้แน่นปลูกในฤดูฝน ปลูกด้วยท่อนพันธุ์จะให้ผลผลิตเร็วกว่าปลูกด้วยเมล็ด แต่ในระยะหลังผลผลิตจะได้พอๆ กัน
2. การทดลองผลผลิต ได้ใช้วิธีตัดแต่งกิ่งเมื่อต้นมีอายุประมาณ 2 ปี โดยการตัดโคนกิ่ง ตัดครึ่งกิ่ง และ ตัด 1/3 ของกิ่ง ผลไม่มีความแตกต่างกันชัดเจนการปลูกหาผลผลิต โดยใช้เมล็ดและท่อนพันธุ์ ปลูกระยะ 1x1 เมตร ผลผลิตจากการใช้เมล็ดและท่อนพันธุ์ปลูกไม่แตกต่างกัน ผลผลิตในปีแรกต่ำกว่า 100 กก./ไร่/ปี ปีที่ 2 ประมาณ 100 กว่า กก./ไร่/ปี ปีที่ 3 ได้สูงสุดประมาณ 300 กก./ไร่/ปี โดยไม่มีการใส่ปุ๋ย ผลผลิตจะทะยอดออกทั้งปี
3. โรคและแมลง โรคไม่มีปรากฎ แมลงจะมีพวกปากดูดเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะพวกไร จะดูดใบที่ยอดทำให้ใบหงิกเรียวเล็กต้นและแคระแกรนโดยเฉพาะหน้าแล้ง
4. มีการใช้สารเคมีเพิ่ม เกสรตัวเมีย โดยโครงการไจก้าของญี่ปุ่น ที่จังหวัดขอนแก่น แต่ผลไม่ปรากฎชัด
5. ด้านน้ำมัน ทางกองเกษตรวิศวกรรมได้ใช้น้ำมันสบู่ดำ กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ผลดีเหมือนกับใช้น้ำมันโซล่า
ท้ายสุด ผู้เขียนขอเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม ดังนี้
- ด้านผลผลิตควรมีการวิจัยเกี่ยวกับระยะปลูก รวมทั้งการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง การใช้ปุ๋ย รวมทั้งการเพิ่มดอกตัวเมียให้มากขึ้น
- ด้านเภสัชกรรม ควรมีการวิเคราะห์น้ำยางและส่วนของลำต้นกว่ามีสารอะไรที่พอจะใช้รักษาโรคบางอย่างได้
- ด้านน้ำมัน ควรจะมีการวิจัยว่าน้ำมันที่ได้จากการบีบจากเมล็ดที่ผลมีสีเหลือง และผลสีดำ รวมทั้งเมล็ดที่เก็บไว้นาน จะมีเปอร์เซ็นต์และคุณภาพน้ำมันแตกต่างกันหรือไม่ ในน้ำมันพืชทั่วๆ ไปจะมียางเหนียว (GUM) ปะปนอยู่ เมื่อใช้กับเครื่องยนต์ไปนานๆ จะมีปัญหาหรือไม่ ควรจะหาวิธีการสกัดยางเหนียวที่ว่านี้ออกก่อนจะได้ไม่มีปัญหา
บทความนี้ผู้เขียนได้บันทึกจากความจำที่ได้ประสบมาและได้ทำด้วยตนเองบ้าง ไม่ได้ค้นคว้าจากรายงานใดๆ ดังนั้น ตัวเลขที่อ้างถึงจะเป็นการประมาณการ ตัวเลขจะมีอยู่ในรายงานนั้นๆ และคิดว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ที่จะนำไปวิจัยต่อไป

-------------------------------- นาค โพธิแท่น ผู้เขียน



การเพิ่มผลผลิตยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่าเป็นพื้นที่ปลูกยางใหม่ที่สถาบันวิจัยยางได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกยางเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกยางเดิมคือ พื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกแล้ว พบว่าปัญหาผลผลิตยางที่ได้รับยังต่ำกว่ามาตรฐานจากพื้นที่ปลูกเดิม สาเหตุสำคัญคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เป็นทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ความสามารถในการอุ้มน้ำของดินต่ำ ประกอบกับสภาพฝนค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกยางเดิม จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตของยางต่ำ
นอกจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวที่เป็นเหตุให้ผลผลิตต่ำแล้ว จากการสำรวจของสถาบันวิจัยยางในจังหวัดอำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครพนม หนองคาย ยังพบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อผลผลิต พอสรุปได้ดังนี้
1. กรีดต้นยางเล็กไม่ได้ขนาดเปิดกรีด โดยเปิดกรีดต้นยางที่มีขนาดรอบลำต้นต่ำกว่า 50 เซนติเมตร (40 และ 45 เซนติเมตร) ทำให้ได้ผลผลิตเพียง 65 และ 75% ของยางที่ได้ขนาดเปิดกรีด (50 เซนติเมตร) นอกจากนี้ต้นยางยังชะงักการเจริญเติบโต
2. ใช้ระบบกรีดถี่ 5 – 10 วัน เว้น 1 วัน ทำให้เปลือกงอกใหม่บางไม่หนาพอ จึงทำให้สูญเสียผลผลิตมากกว่า 30% ต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งอย่างถาวร นอกจากนี้การใช้ระบบกรีดถี่เกินไปไม่สามารถใช้สารเคมีเร่งน้ำยางควบคู่ได้ทำให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิต
3. ผลกระทบที่เกิดจากการกรีดต้นยางขนาดเล็กและกรีดถี่ ส่งผลให้ต้นยางมขนาดเล็กเกินไป การใช้ประโยชน์จากไม้ยางมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ได้ปริมาณไม้น้อยและขายได้ราคาน้อยลง
4. การใช้ระบบกรีด 1/3 ลำต้นกับต้นยางที่ไม่ได้ขนาดรอยกรีดจะสั้นมาก ผลผลิตที่ได้เพียง 30 – 35 % ของต้นยางที่ได้ขนาด
5. เกษตรกรไม่มีประสบการณ์กรีดยาง ขาดความรู้เรื่องหน้ากรีดยาง จึงไม่มีการนำร่องแบ่งรอยกรีดให้ชัดเจน
6. ขาดแคลนแรงงาน ต้องจ้างคนกรีดที่ฝีมือต่ำ ทำให้หน้ายางเสียหาย ไม่สามารถกรีดซ้ำเปลือกงอกใหม่ได้
7. คนกรีดไม่มีความชำนาญในการกรีด ทำให้รอยกรีดไม่สม่ำเสมอ กรีดลึกจนถึงเนื้อไม้ หรือกรีดไม่ถึงท่อน้ำยาง
8. มุมกรีดไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ยางไหลบ่าหน้า
9. ต้นยางให้น้ำยางที่มีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ต่ำกว่าการกรีดปกติเฉลี่ย 7 – 16% ทำให้เป็นข้อเสียเปรียบเมื่อขายผลผลิตเป็นน้ำยางสด
10. เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการแนะนำความรู้ไม่เหมือนกันทำให้เกษตรกรสับสน จึงแนะนำกันเอง ดังนั้น หลักการในการเพิ่มผลผลิตยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ระบบกรีดที่เหมาะสม จึงควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญดังนี้
1. การเปิดกรีด
หลังจากปลูกยางมาแล้ว 7 ปี ก่อนเปิดกรีดต้องดูขนาดของต้นยาง ระดับความสูงที่จะเปิดกรีด ความลาดชันของรอยกรีด เพื่อให้ทราบว่าจะเปิดกรีดอย่างไรจึงได้รับผลผลิตสูง
ขนาดของต้นยาง
1. ต้นยางที่พร้อมเปิดกรีด ต้องมีขนาดเมื่อวัดเส้นรอบต้นได้ 50 เซนติเมตรจากพื้นดิน
2. การเปิดกรีดต้นยางทั้งสวน ต้องมีจำนวนต้นยางได้มาตรฐานเปิดกรีดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนต้นยางทั้งหมด
ระดับความสูงของการเปิดกรีด
1. ควรเปิดกรีดที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน แต่ถ้าเปิดกรีดที่ระดับต่ำกว่า 150 เซนติเมตร จะให้ผลผลิตในรอบปีแรกสูงกว่าก็ตาม แต่ระยะหลังผลผลิตและการเจริญเติบโตก็ไม่แตกต่างกัน
2. การเปิดกรีดหน้าแรก ไม่ว่าจะเปิดกรีดที่ระดับความสูงใด วัดเส้นรอบต้นให้ได้ขนาด 50 เซนติเมตรที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
3. การเปิดกรีดหน้าที่สองต้องเปิดกรีดที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ความลาดชันของรอยกรีด
ควรทำมุม 30 – 35 องศากับแนวระดับ เพื่อให้น้ำยางไหลได้สะดวก ไม่ไหลออกนอกรอยกรีด ทำให้ได้ผลผลิตเต็มที่และและควรกรีดยางให้รอยกรีดเอียงทำมุมจากซ้ายลงมาขวา
2. ระบบกรีด
การกรีดยางหน้าปกติ
ระบบกรีดที่แนะนำ การกรีดยางหน้าปกติ คือ การกรีดยางที่ระดับความสูงของหน้ากรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน มีระบบกรีดที่แนะนำ 5 ระบบ ดังนี้
1. กรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน (1/2S d/3)
- ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดีมาก การสิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อยมาก (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 7 – 8 ปี) ต้นยางมีอาการเปลืองแห้งน้อยมาก
- เป็นระบบที่ใช้ได้ทั่วไป เหมาะกับยางทุกพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์ที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแห้ง เช่น PB 260, PB 235, RRIC 101 และสถาบันวิจัยยาง 250
- หลังจาก 3 ปีแรกของการกรีด สามารถกรีดสายและกรีดชดเชยหรือใช้สารเคมีเร่งน้ำยางได้
- ใช้ระบบนี้แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดเพราะคนกรีด 1 คน สามารถกรีดได้ 3 แปลงกรีด (1,500 ต้น)
2. กรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน (1/2S d/2)
- ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดี สิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อย (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 5 – 6 ปี) อาการเปลือกแห้งน้อย
- ใช้ได้กับยางทุกพันธุ์
- เมื่อกรีดถึงระยะเปลือกงอกใหม่สามารถกรีดสายหรือกรีดชดเชย และใช้สารเคมีเร่งน้ำยางได้
- คนกรีด 1 คน สามารถกรีดได้ 2 แปลงกรีด (1,000 ต้น)
3. กรีดครึ่งลำต้น สองวันเว้นหนึ่งวัน (1/2S 2d/3)
- ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดปานกลาง สิ้นเปลืองเปลือกต่อปีปานกลาง (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้ากรีด 3 – 4 ปี) แสดงอาการเปลือกแห้งปานกลาง
- เป็นระบบที่ใช้กรีดกับเปลือกงอกใหม่ หรือสวนที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไร่
- คนกรีด 1 คน กรีดได้ 1 แปลงกรีด (500 ต้น)
4. กรีดหนึ่งในสามของลำต้น สองวันเว้นวัน (1/3S 2d/3)
- ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดค่อนข้างน้อย สิ้นเปลืองเปลือกต่อปีปานกลาง (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้ากรีด 3 – 4 ปี แสดงอาการเปลือกแห้งปานกลาง
- ไม่ควรเปิดกรีดกับต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบต้นต่ำกว่า 50 เซนติเมตร เพราะให้ผลผลิตน้อยมาก
- เมื่อกรีดหน้ากรีดที่สามผลผลิตจะลดลง และลดลงมากขึ้นเมื่อกรีดใกล้โคนต้น
- เป็นระบบที่ใช้กรีดกับเปลือกงอกใหม่ หรือกับสวนที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไร่
- คนกรีด 1 คน กรีดได้ 1 แปลงกรีด (500 ต้น)
5. กรีดกนึ่งในสามของลำต้น วันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง ความเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ (1/3S d/2 + Et 2.5)
- ให้ผลผลิตต่อครั้งกรีดดี สิ้นเปลืองเปลือกต่อปีน้อย (ใช้เวลากรีดแต่ละหน้า 5 – 6 ปี) แสดงอาการเปลือกแห้งปานกลาง
- ใช้ระบบกรีดแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดได้ เพราะคนกรีด 1 คน กรีดได้ 2 แปลงกรีด (1,400 ต้น)

การเพิ่มจำนวนวันกรีด
การกรีดยางปกติจะใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวันมีวันกรีดประมาณ 150 วัน/ปี ในกรณีที่มีฝนตกชุก 5 – 6 เดือนมีจำนวนวันกรีดต่ำกว่า 100 วัน/ปี สามารถเพิ่มจำนวนวันกรีดยางในช่วงฤดูฝนได้หลายวิธี ดังนี้
กรีดสาย คือ กรีดหลังจากเวลากรีดปกติ หน้ายางเปียกมาทั้งคืนและแห้งเมื่อสายก็สามารถกรีดได้ทุกเวลายกเว้นเวลา 11.00 – 13.00 น. จะให้ผลผลิตน้อยมาก
กรีดชดเชย คือ กรีดซ้ำที่เดิมในวันถัดไป เพื่อทดแทนวันกรีดที่เสียไปจากที่ฝนตก แต่ไม่ควรกรีดซ้ำแปลงเดิมติดต่อกันเกินกว่า 2 วัน
ใช้อุปกรณ์กันน้ำฝน เพื่อป้องกันหน้ายางเปียก เช่น เสื้อกันฝนทำจากพลาสติก และควรเปิดพลาสติกออกในวันที่อากาศปลอดโปร่งจะช่วยระบายความร้อนและความชื้นได้
นอกจากนี้การกรีดยางหน้าสูง ที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดินขึ้นไป ก็เป็นการกรีดที่เพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการกรีดปกติไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำได้ในกรณีที่กรีดยางเพื่อพักหน้ากรีดปกติ เมื่อเปลือกงอกใหม่ยังบางอยู่และไม่สมบูรณ์ และการกรีดก่อนโค่น 1 – 6 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ในกรณีที่จะโค่นต้นยางเพื่อปลูกแทน
3. การกรีดยาง
กรีดยางให้ถูกวิธีและถูกต้อง สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น กรีดได้นานและเป็นอันตรายต่อต้นยางน้อยที่สุด มีปัจจัยสำคัญที่เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้
- ความลึกของการกรีด ควรกรีดให้ลึกใกล้เยื่อเจริญมากที่สุดเหลือ 1 มิลลิเมตร จะทำให้ตัดวงท่อน้ำยางได้ถึง 52% ถ้ากรีดให้เหลือ 0.5 มิลลิเมตร จะตัดวงท่อน้ำยางได้ถึง 80% หากกรีดลึกเกินไป จะมีผลทำให้หน้ายางเป็นแผลเปลือกงอกใหม่ขรุขระ กรีดไม่ได้ การกรีดจึงต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของคนกรีด
- ขนาดของงานกรีด จำนวนต้นยางที่กรีดได้แต่ละวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นยาง ความยาวของรอยกรีด ลักษณะพื้นที่ ความชำนาญ ช่วงเวลาการไหลของน้ำยาง ปกติการกรีดครึ่งต้น คนกรีด 1 คน จะกรีดได้ 450 – 500 ต้น/วัน และกรีด 1/3 ของลำต้น จะกรีดได้ 650 – 700 ต้น/วัน
- เวลาที่เหมาะสมสำหรับกรีดยาง คือ ช่วงเวลา 03.00 – 06.00 น. ซึ่งจะให้น้ำยางมากกว่าช่วง 06.00 – 08.00 น.
- การสิ้นเปลืองเปลือก การกรีดถี่จะสิ้นเปลืองเปลือกน้อยกว่าการกรีดไม่ถี่
- ความคมของมีด ควรลับมีดอยู่เสมอ จะทำให้ตัดท่อน้ำยางได้ดีขึ้นและสิ้นเปลืองเปลือกน้อยกว่ามีดไม่คม

นอกจากการกรีดแล้ว พันธุ์ยาง ภูมิอากาศ การบำรุงรักษาและการใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ก็มีผลต่อผลผลิตของยางด้วย
หากเกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางแล้ว สวนยางของท่านย่อมเพิ่มผลผลิตยางได้อย่างแน่นอน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-7557 – 8 ต่อ 501
-----------------------------------------คุณปูชิตา เปรมกระสิน ผู้เขียน

 

หลักการผลิตข้าวอินทรีย์
ข้าวอินทรีย์คืออะไร
ข้าวอินทรีย์ (Organic rice) เป็นข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic agriculture หรือ Organic Farming) ซึ่งเป็นวิธีการผลิตที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือสารสังเคราะห์ต่างๆเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าวในทุกขั้นตอนการผลิตและในระหว่างการเก็บรักษาผลผลิต หากมีความจำเป็น แนะนำให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติและสารสกัดจากพืชที่ไม่มีพิษต่อคน หรือไม่มีสารพิษตกค้างปนเปื้อนในผลิตผลในดินและน้ำในขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ได้ผลิตผลข้าวที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยจากอันตรายของผลตกค้างส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดี
สถานการณ์การผลิตข้าวอินทรีย์ในประเทศไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา กรมวิชาการเกษตรได้ให้การสนับสนุนบริษัทในเครือสยามไชยวิวัฒน์ และบริษัทในเครือหลวงค้าข้าว จำกัด ดำเนินการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยให้คำปรึกษาแนะนำและประสานงานกับทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะจากจังหวัดพะเยา และเชียงรายขอเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก หลังจากได้คัดเลือกเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไว้เพียงบางส่วนเพื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ได้มีการชี้แจงให้เกษตรกรเข้าใจหลักการและขั้นตอนการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ถูกต้อง การจัดทำข้อตกลงและการยอมรับนำไปปฏิบัติตามหลักการการผลิตข้าวอินทรีย์ รวมทั้งจัดนักวิชาการออกติดตามให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนของการผลิต จากการดำเนินงานตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2535 เป็นต้นมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณปีละ 100 รายในพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400 – 500 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตรวมประมาณปีละ 2,000 ตัน
นอกจากนี้ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ให้การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ผลิตข้าวอินทรีย์ รวมทั้งมีบริษัทเอกชนผลิตข้าวอินทรีย์จำหน่ายโดยตรงเช่น บริษัทลัดดา จำกัด เป็นต้นมา
ตลาดและราคาข้าวอินทรีย์
ข้าวอินทรีย์ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศยุโรปส่วนที่เหลือจะวางจำหน่ายภายในประเทศ ราคาข้าวเปลือกอินทรีย์ที่เกษตรกรได้รับจะสูงกว่าราคาข้าวเปลือกโดยทั่วไปประมาณร้อยละ 10 แต่ในส่วนที่เป็นข่าวสารบรรจุจำหน่ายในประเทศไทยมีราคาสูงกว่าข้าวสารทั่วไปประมาณร้อยละ 20 สำหรับในตลาดต่างประเทศข้าวขาวดอกมะลิ 105 อินทรีย์จะมีราคาใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์บาสมาติ
หลักการผลิตข้าวอินทรีย์
การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่าปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง และปลอดภัยจากสารพิษแล้วยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย
การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้ก็สามารถทำให้ต้นข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ
เทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ มีขั้นตอนการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการผลิตข้าวโดยทั่วไป จะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต จึงมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
1. การเลือกพื้นที่ปลูก
เลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของข้าวอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำสำหรับเพาะปลูกไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง และห่างจากพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีการเกษตร พื้นที่ที่จะใช้ในการผลิตข้าวโดยปกติมีการตรวจสอบหาสารตกค้างในดินหรือในน้ำ
2. การเลือกใช้พันธุ์ข้าว
พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูก ควรมีคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก และให้ผลผลิตได้ดีแม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ ต้านทานโรค แมลงที่สำคัญและมีคุณภาพเมล็ดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคข้าวอินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข. 15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ
3. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว
เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานผลิตจากแปลงผลิตพันธุ์ข้าวที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีความงอกสูงผ่านการเก็บรักษา โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ปราศจากโรคแมลงและเมล็ดวัชพืช หากจำเป็นต้องป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์อนุโลมให้นำมาแช่ในสารละลายจุนสี (จุนสี 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) เป็นเวลานาน 20 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำก่อนนำไปปลูก
4. การเตรียมดิน
วัตถุประสงค์หลักของการเตรียมดิน คือสร้างภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกและการเจริญเติบโตของข้าว ช่วยควบคุมวัชพืช โรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวบางชนิด การเตรียมดินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและสภาพแวดล้อมในแปลงนาก่อนปลูกโดยการไถดะ ไถแปร คราด และทำเทือก
5. วิธีการปลูก
การปลูกข้าวแบบปักดำ จะเหมาะสมที่สุดกับการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือกการรักษาระดับน้ำขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืช และการปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ต้นกล้าที่ใช้ปักดำควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดีปราศจากโรคและแมลงทำลาย เนื่องจากในการผลิตข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ทุกชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี จึงแนะนำให้ใช้ระยะปลูกถี่กว่าระยะปลูกที่แนะนำสำหรับการปลูกข้าวโดยทั่วไปเล็กน้อย คือประมาณ 20x20 เซนติเมตร จำนวนต้นกล้า 5 ต้นต่อกอ และใช้ระยะปลูกแคบกว่านี้ หากดินนามีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ ในกรณีที่ต้องปลูกล่าหรือปลูกหลังจากช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมของข้าวแต่ละพันธุ์ และมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน แนะนำให้เปลี่ยนไปปลูกวิธีอื่นที่เหมาะสม
6. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
เนื่องจากการปลูกข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นการเลือกพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงตามธรรมชาติ จึงเป็นการเริ่มต้นที่ได้เปรียบ เพื่อที่จะรักษาระดับผลผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องรู้จักการจัดดินที่ถูกต้อง และพยายามรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวอินทรีย์ให้ได้ผลดี และยั่งยืนมากที่สุดอีกด้วย
คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน สำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ การจัดการดินการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และการใช้วัสดุอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี
6.1 การจัดการดิน
มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ดังนี้
- ไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนา เพระเป็นการทำลายอินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์
- ไม่นำชิ้นส่วนของพืชที่ไม่ใช้ประโยชน์โดยตรงออกจากแปลงนา แต่ควรนำวัสดุอินทรีย์จากแหล่งใกล้เคียงใส่แปลงนา ให้สม่ำเสมอทีละเล็กละน้อย - - เพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน โดยการปลูกพืชโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในบริเวณพื้นที่นาตามความเหมาะสม แล้วใช้อินทรีย์วัตถุที่เกิดขึ้นในระบบไร่นาให้เกิดประโยชน์ต่อการปลูกข้าว
- ไม่ควรปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าก่อนการปลูกข้าวและหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว แต่ควรปลูกพืชคลุมดิน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า โสน เป็นต้น
- ป้องกันการสูญเสียหน้าดินเนื่องจากการชะล้าง โดยใช้วัสดุคลุมดิน พืชคลุมดินและควรมีการไถพรวนอย่างถูกวิธี
- ควรวิเคราะห์ดินนาทุกปี แล้วแก้ไขภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว (ประมาณ 5.5-6.5) ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดสูงแนะนำให้ใช้ปูนมาร์ล ปูนขาว หรือขี้เถ้าไม้ปรับปรุงสภาพดิน
6.2 การใช้ปุ๋ยอินทรีย์
หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด และพยายามแสวงหาปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติมาใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติแทบทุกชนิดมีความเข้มข้นของธาตุอาหารค่อนข้างต่ำจึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก และอาจมีไม่พอเพียงสำหรับการปลูกข้าวอินทรีย์ และถ้าหากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต จึงแนะนำให้ใช้หลักการธรรมชาติที่ว่า “สร้างให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ใช้ทีละเล็กทีละน้อยสม่ำเสมอเป็นประจำ”
ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติที่ควรใช้ ได้แก่
- ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ ได้แก่มูลสัตว์ต่างๆ ซึ่งอาจนำมาจากภายนอก หรือจัดการผลิตขึ้นในบริเวณไร่นา นอกจากนี้ท้องนาในชนบทหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วมักจะปล่อยให้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ โดยให้แทะเล็มตอซังและหญ้าต่างๆ มูลสัตว์ที่ถ่ายออกมาปะปนกับเศษซากพืช ก็จะเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในนาอีกทางหนึ่ง
- ปุ๋ยหมัก ควรจัดทำในพื้นที่นาหรือบริเวณที่อยู่ไม่ห่างจากแปลงนามากนัก เพื่อความสะดวกในการใช้ ควรใช้เชื้อจุลินทรีย์ในการทำปุ๋ยหมักเพื่อช่วยการย่อยสลายได้เร็วขึ้น และเก็บรักษาให้ถูกต้องเพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร
- ปุ๋ยพืชสด ควรเลือกชนิดที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ควรปลูกก่อนการปักดำข้าวในระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ต้นปุ๋ยพืชสดมีช่วงการเจริญเติบโตเพียงพอที่จะผลิตมวลพืชสดได้มาก มีความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนสูงและไถกลบต้นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกข้าวตามกำหนดเวลา เช่น โสนอัฟริกัน (Sesbania rostrata) ควรปลูกก่อนปักดำข้าวประมาณ 70 วัน โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ประมาณ 7 กิโลกรัมต่อไร่หากจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสช่วยเร่งการเจริญเติบโต แนะนำให้ใช้หินฟอสเฟตบดละเอียด ใส่ตอนเตรียมดินปลูก แล้วไถกลบต้นโสนขณะมีอายุประมาณ 50-55วันหรือก่อนการปักดำข้าวประมาณ 15 วัน
6.3 การใช้อินทรีย์วัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี
หากปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินข้างต้นแล้วยังพบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอหรือขาดธาตุอาหารที่สำคัญบางชนิดไป สามารถนำอินทรีย์วัตถุจากธรรมชาติต่อไปนี้ ทดแทนปุ๋ยเคมีบางชนิดได้คือ
- แหล่งธาตุไนโตรเจน : เช่น แหนแดง สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว กากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง กระดูกป่น เป็นต้น
- แหล่งธาตุฟอสฟอรัส : เช่น หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ สาหร่ายทะเล เป็นต้น
- แหล่งธาตุโพแทสเซียม : เช่น ขี้เถ้า และหินปูนบางชนิด
- แหล่งธาตุแคลเซียม : เช่น ปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น เป็นต้น
7. ระบบการปลูกพืช
ปลูกข้าวอินทรีย์เพียงปีละครั้ง โดยเลือกช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับข้าวแต่ละพันธุ์ และปลูกพืชหมุนเวียนโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วก่อนและหลังการปลูกข้าว อาจปลูกข้าวอินทรีย์ร่วมกับพืชตระกูลถั่วก็ได้ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม
8. การควบคุมวัชพืช
หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการควบคุมวัชพืช แนะนำให้ควบคุมวัชพืชโดยวิธีกล เช่น การเตรียมดินที่เหมาะสม วิธีการทำนาที่ลดปัญหาวัชพืช การใช้ระดับน้ำควบคุมวัชพืชการใช้วัสดุคลุมดิน การถอนด้วยมือ วิธีเขตกรรมต่างๆ การใช้เครื่องมือ รวมทั้งการปลูกพืชหมุนเวียนเป็นต้น
9. การป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืช
หลักการสำคัญของการป้องกันกำจัดโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าวทุกชนิด ดังนี้
- ไม่ใช้สารสังเคราะห์ในการป้องกันกำจัดโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าวทุกชนิด
- ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทาน
- การปฏิบัติด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมแปลง กำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมใช้อัตราเมล็ดและระยะปลูกที่เหมาะสม การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสมดุลของธาตุอาหารพืช การจัดการน้ำ เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี สมบูรณ์และแข็งแรง สามารถลดการทำลายของโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าวได้ส่วนหนึ่ง
- การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมกับการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เช่น การกำจัดวัชพืช การกำจัดเศษซากพืชที่เป็นโรคโดยใช้ปูนขาว หรือกำมะถันผงที่ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมี และควรปรับสภาพดินไม่ให้เหมาะสมกับการระบาดของโรค
- การรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ โดยส่งเสริมการเผยแพร่ขยายปริมาณของแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน และศัตรูธรรมชาติ เพื่อช่วยควบคุมแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว
- การปลูกพืชขับไล่แมลงบนคันนา เช่น ตะไคร้หอม
- หากมีความจำเป็นอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ใบแคฝรั่ง เป็นต้น
- ใช้วิธีกล เช่น ใช้แสงไฟล่อ ใช้กับดัก ใช้กาวเหนียว
- ในกรณีที่ใช้สารเคมีกำจัดควรกระทำโดยทางอ้อม เช่น นำไปผสมกับเหยื่อล่อในกับดักแมลงหรือใช้สารพิษกำจัดสัตว์ศัตรูข้าว ซึ่งจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง และต้องกำจัดสารเคมีที่เหลือรวมทั้งศัตรูข้าวที่ถูกทำลายโดยเหยื่อพิษอย่างถูกวิธี หลังจากปฏิบัติเสร็จแล้ว
10. การจัดการน้ำ
ระดับน้ำมีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตทางลำต้น และการให้ผลผลิตของข้าวโดยตรงในระยะปักดำจนถึงแตกกอ ถ้าระดับน้ำสูงมากจะทำให้ต้นข้าวสูงเพื่อหนีน้ำทำให้ต้นอ่อนแอและล้มง่ายในระยะนี้ควรรักษาระดับน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ถ้าต้นขาดน้ำจะทำให้วัชพืชเติบโตแข่งกับต้นข้าวได้ ดังนั้นระดับน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวอินทรีย์ ตลอดฤดูกาลควรเก็บรักษาไว้ที่ประมาณ 5 – 15 เซนติเมตร จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน จึงระบายน้ำออกเพื่อให้ข้าวสุกแก่พร้อมกันและพื้นนาแห้งพอเหมาะต่อการเก็บเกี่ยว
11. การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวหลังข้าวออกดอก ประมาณ 30 วัน สังเกตจากเมล็ดในรวงข้าวส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นสีฟาง เรียกว่าระยะข้าวพลับพลึง
การตาก ขณะเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวมีความชื้นประมาณ 18 – 24 เปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องลดความชื้นลงให้เหลือ 14 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่า เพื่อให้เหมาะสมต่อการนำไปแปรสภาพ หรือเก็บรักษา และมีคุณภาพการสีดี การตากข้าวแบ่งออกเป็น 2 วิธี
- ตากเมล็ดข้าวเปลือกที่นวดจากเครื่องเกี่ยวนวด โดยเกลี่ยให้มีความหนาประมาณ 5 เซนติเมตร ในสภาพที่แดดจัดเป็นเวลา 1-2 วัน หมั่นพลิกกลับเมล็ดข้าวประมาณวันละ 3 – 4 ครั้ง นอกจากการตากเมล็ดบนลานแล้วสามารถตากเมล็ดข้าวเปลือก โดยการบรรจุกระสอบขนาดบรรจุ 40 – 60 กิโลกรัม ตากแดดเป็นเวลา 5 – 9 วัน และพลิกกระสอบวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความชื้นในเมล็ดได้เหลือประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์
- การตากฟ่อนข้าวแบบสุ่มซังในนา หรือแขวนประมาณ 2-3 แดด อย่าให้เมล็ดข้าวเปียกน้ำ หรือเปื้อนโคลน
11. การเก็บรักษาผลผลิต
ก่อนนำเมล็ดข้าวไปเก็บรักษา ควรลดความชื้นให้ต่ำกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ และเก็บรักษาด้วยวิธีจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เป็นต้นว่า เก็บในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ การใช้ภาชนะเก็บที่มิดชิดหรืออาจใช้เทคนิคการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการเก็บรักษา การเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำจะปกป้องกันการเจริญเติบโตของโรคและแมลงได้
12. การบรรจุหีบห่อ
ควรบรรจุในถุงขนาดเล็กตั้งแต่ 1 กิโลกรัมถึง 5 กิโลกรัม โดยใช้วิธีอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเฉื่อย หรือเก็บในสภาพสูญญากาศ
ระบบการตรวจสอบข้าวอินทรีย์
เพื่อให้ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ถูกต้องตามหลักการเกษตรอินทรีย์ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีปลอดภัยจากสารพิษ จำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักการของเกษตรอินทรีย์
ระบบการตรวจสอบข้าวอินทรีย์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอนสำคัญ คือ
1. การตรวจสอบขั้นตอนการผลิตในไร่นา
มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลให้วิธีการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการเกษตรอินทรีย์ คือ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดแต่สามารถใช้สารจากธรมชาติแทนได้เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน
2. การตรวจสอบรับรองคุณภาพผลผลิตในห้องปฏิบัติการ
เพื่อให้แน่ใจว่าผลผลิตที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์มีคุณภาพดี ปลอดภัยจากสารพิษสอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดโดย FAO/WHO

ในระบบสากลนั้นผลิตผลเกษตรอินทรีย์จะต้องผ่านการตรวจสอบทั้งขั้นตอนการผลิตและรับรองคุณภาพผลผลิตจากหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานของประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกสหพันธ์เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ (Intentional Federation of Organic Agriculture Movement IFOAM)
ปัจจุบันข้าวอินทรีย์ที่ผลิตโดยบริษัทในเครือสยามไชยวัฒน์ และบริษัทในเครือนครหลวงค้าข้าว จำกัด โดยความร่วมมือของกรมวิชาการเกษตร จะมีการตรวจสอบระบบการผลิตในไร่นา โดยนักวิชาการ และตรวจสอบรับรองคุณภาพผลผลิตในห้องปฏิบัติการโดยกรมวิชาการเกษตร แล้วส่งผลผลิตไปยังประเทศอิตาลี เพื่อจำหน่ายโดยมีองค์กร Riseria Monferrato s.r.I. Vercelli ประเทศอิตาลี เป็นผู้ประสานงานกับ IFOAM ในการรับรองคุณภาพมาตรฐานของการผลิต
เพื่อให้ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักเกษตรอินทรีย์ คุณภาพดีได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ จำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบ ควบคุม กำกับ และรับรองคุณภาพของผลผลิต ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้สนับสนุนให้มีหน่วยงาน / องค์กรประชาชนที่ทำงานเป็นอิสระแต่สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน (Standard setting) ตรวจสอบ (Inspection) และออกใบรับรอง (Certification) ผลผลิตข้าวอินทรีย์โดยรัฐเป็นผู้รับรอง (Accreditation) หน่วยงาน / องค์กรประชาชนดังกล่าว และประสานงานกับหน่วยงานในต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น IFOAM และ EEC เป็นต้น
ศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์สูงมาก เพราะมีพื้นที่นา ทรัพยากรน้ำ และปัจจัยแวดล้อมทั่วไปเหมาะแก่การทำนา มีความหลากหลายของพันธุ์ข้าวที่ปลูก เกษตรกรไทยคุ้นเคยกับการผลิตข้าวมาหลายศตวรรษ การผลิตข้าวของประเทศไทยในสมัยก่อนเป็นระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ต่อมาในปัจจุบันถึงแม้จะมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ในนาข้าว แต่ก็ยังมีใช้ในปริมาณน้อย ส่วนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการผลิตข้าวอินทรีย์ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศอยู่ในระหว่างการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาโดยจัดเป็นนโยบายเร่งด่วน
จากปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ความพร้อมในด้านทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีที่เหมาะสมการผลิตข้าวอินทรีย์ที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ในประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร นอกจากผลิตเพื่อส่งออก จำหน่ายนำเงินตราเข้าประเทศแล้ว ยังสามารถขยายการผลิตเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศ เพื่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย รวมถึงการลดปัญหามลพิษที่กำลังประสบอยู่ในภาวะในปัจจุบันอีกด้วย
งานวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์
1. พันธุ์ข้าว
พันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไปเป็นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการคัดเลือกตามระบบเกษตรเคมี ยังไม่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ ข้าวที่นิยมใช้ผลิตข้าวอินทรีย์ในปัจจุบันมีเพียง 2 พันธุ์ คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 ซึ่งสามารถปลูกได้ดีเฉพาะพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดการระบาดของโรค แมลงศัตรูข้าวได้ง่าย หากมีการขยายพื้นที่ปลูก จึงควรมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับการผลิตแบบอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวอินทรีย์
ลักษณะบางประการของข้าวที่ควรคำนึงในการพัฒนาพันธุ์ข้าวอินทรีย์ ได้แก่ คุณภาพเมล็ดตรงตามความต้องการของผู้บริโภค อายุการเจริญเติบโตเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาลปลูก ให้ผลผลิตดีในสภาพที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ต่ำ ต้านทานโรคแมลงศัตรูที่สำคัญบางชนิดในธรรมชาติ แข่งขันกับวัชพืชได้ดีระบบรากแข็งแรงมีประสิทธิภาพ
2. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตและรักษาระดับผลผลิตข้าวอินทรีย์ จึงควรมีการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดการดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการใช้วัสดุธรรมชาติบางชนิดทดแทนปุ๋ยเคมี ทั้งในเรื่องของชนิดวัสดุ แหล่งผลิต ปริมาณ วิธีการใช้ และผลกระทบต่อผลผลิตข้าวและสภาพแวดล้อมรวมทั้งการปรับใช้ให้ได้ผลดีและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้การผลิตข้าวอินทรีย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. การเขตกรรม
นอกจากการจัดการด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว การวิจัยและพัฒนาด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมดิน ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม วิธีการปลูก อัตราเมล็ดพันธุ์ ระยะปลูก การจัดการน้ำ การควบคุมวัชพืช และการจัดการโดยทั่วไป เพื่อให้ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าวทำให้ต้นข้าวที่ปลูกเจริญเติบโตดี สมบูรณ์และแข็งแรง ก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มผลผลิตข้าวอินทรีย์ การใช้เครื่องมือ / เครื่องจักรกลในบางกิจกรรมในการผลิตเพื่อทดแทนแรงงาน ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี จึงควรมีการวิจัยและพัฒนาทางด้านนี้เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ที่เหมาะสม
4. ด้านระบบการปลูกพืช
ควรมีระบบวิจัยและพัฒนาระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมกับการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นระบบการผลิตที่เกื้อกูลการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาความสมดุลทางธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์มีประสิทธิภาพเป็นแนวทางการผลิตทางการเกษตรแบบยั่งยืนได้
5. การป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว
เนื่องจากระบบการผลิตข้าวอินทรีย์หลีกเลี่ยงการใช้สารป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ประกอบกับพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่นิยมปลูกในปัจจุบันไม่ต้านทานโรคแมลงที่สำคัญ นอกจากนี้เทคโนโลยีการใช้สารอินทรีย์จากธรรมชาติในการป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร จึงควรศึกษาวิจัยในด้านนี้ เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าวที่เหมาะสมกับการผลิตข้าวอินทรีย์
6. การเก็บรักษาผลผลิต
การเก็บรักษาผลผลิตข้าวที่ไม่ถูกวิธีก่อให้เกิดการเสื่อมคุณภาพของข้าวที่เก็บรักษา การสูญเสียผลผลิตข้าวเนื่องจากการทำลายของแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บมีประมาณ ร้อยละ 4-5 โดยน้ำหนัก จึงมีการใช้สารเคมีป้องกันการทำลายของแมลงในการเก็บรักษาผลผลิตข้าวเพื่อการค้า แต่การเก็บรักษาผลผลิตข้าวอินทรีย์จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในโรงเก็บ ดังนั้นจึงต้องมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งก่อน / หลังเก็บเกี่ยว และการจัดการในโรงเก็บเพื่อลดความสูญเสียและรักษาคุณภาพผลผลิต การเก็บในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 18 องศาเซลเซียส และการบรรจุหีบห่อโดยใช้ถุงสูญญากาศหรือถุงบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเฉื่อยเป็นวิธีการที่ผู้ประกอบการใช้อยู่ในปัจจุบัน.

********************คุณดำริ ถาวรมาศ ผู้เขียน

          พืช (ผัก) ปลอดภัยจากสารพิษ คือพืชหรือผลิตผลจากระบบการผลิตที่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและปราบศัตรูพืช รวมทั้งปุ๋ยเคมีเพื่อการเจริญเติบโต ผลผลิตยังมีสารพิษตกค้างไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 163 พ.ศ. 2538

ความสำคัญของพืชอินทรีย์
          
จากข้อตกลงหรือเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2547 ทำให้ประเทศที่เป็นสมาชิกรวมทั้งประเทศไทย จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการส่งสินค้าเกษตรเข้าสู่ประเทศคู่ค้าต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานปราศจากโรคแมลงและสิ่งเจือปนต่าง ๆ นอกจากนี้กระบวนการผลิตสินค้าเหล่านี้จะต้องไม่ทำลายหรือสร้างความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญอันดับหกป้อนตลาดโลก หากต้องการรักษาสถานภาพเดิมจะต้องปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรในประเทศให้สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าว หาไม่แล้วสินค้าเกษตรของไทยจะไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขันหรือไม่สามารถส่งไปขายในตลาดโลกได้อีกต่อไป และจะเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน พืชอินทรีย์จึงเป็นทางออกที่สำคัญทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้สินค้าเกษตรและอาหารของประเทศสามารถส่งออกไปขายในตลาดโลกได้เป็นปกติ ไม่มีกำแพงการกีดกันทางการค้าใด ๆ มากั้นขวาง ทันทีที่เงื่อนไขหรือข้อตกลงขององค์การการค้าโลกมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2547

ประโยชน์ของพืชอินทรีย์มีดังนี้
          
(1) เป็นอาหารที่ไม่มีสารพิษตกค้างใด ๆ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ต่อเกษตรกรผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อม
          (2) มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า พืชอินทรีย์นอกจากจะมีสารอาหารมากกว่าพืชที่ปลูกแบบธรรมดาทั่วไป 5 – 10 เท่าแล้ว ยังมีสารต้านมะเร็งมากกว่าอีกด้วย
          (3) กลิ่น และรสชาติที่ดีกว่า โดยมีกลิ่นและรสชาติแท้ตามธรรมชาติ
          (4) คงความสด และเก็บรักษาได้นานกว่า

สถานการณ์การผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์โลก
          
นอกจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารอินทรีย์มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้วยังเป็นสินค้าที่ผลิตจากระบบการผลิตที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก ประกอบกับระดับราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรธรรมดาทั่วไปไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ทำให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลกหันมาสนใจพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้นทั้งการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และการผลิตเพื่อการส่งออก ปัจจุบันมีประเทศผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์หรืออาหารอินทรีย์เพื่อการค้าแล้วกว่า 100 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือเกือบทั้งหมด ส่วนลาตินอเมริกามี 25 ประเทศ แอฟริกา 14 ประเทศ เอเชียและแปซิฟิก 13 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย
          International Trade Center (ITC) รายงานว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีมูลค่า 449,565 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2540 (ตารางที่ 1) และเติบโตแบบก้าวกระโดดจนมีมูลค่ากว่า 860,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2545 ขยายตัวปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 อย่างไรก็ตามยังขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ ยังมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดในโลก ส่วนชนิดหรือประเภทของเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารอินทรีย์ได้แก่ (1) ผักและผลไม้ (2) ชา กาแฟ และโกโก้ (3) สมุนไพร (4) พืชน้ำมัน (5) พืชให้ความหวาน (6) เนื้อสัตว์และไข่ (7) ธัญพืชและข้าว (8) ถั่วต่าง ๆ โดยเป็นอาหารสดร้อยละ 20 อาหารแปรรูปร้อยละ 80 ประเทศที่มีการผลิตมากที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริการ้อยละ 50 ที่เหลือนอกจากนั้นมี เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ

ตารางที่ 1 ปริมาณการค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกปี 2540

ประเทศ

ปริมาณการค้า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ

สินค้าเกษตรทั้งหมด

เยอรมัน

1,800

1.2

ฝรั่งเศส

720

0.5

สหราชอาณาจักร

450

0.4

เนเธอร์แลนด์

350

1

สวิตเซอร์แลนด์

350

2

เดนมาร์ค

300

2.5

สวีเดน

110

0.6